พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 301

เกสีวรรควรรณนาที่  ๒

 

อรรถกถาเกสีสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในเกสีสูตรที่  ๑  แห่งวรรคที่  ๒  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า   เกสี   เป็นชื่อของนายสารถีผู้ฝึกม้า.    ชื่อว่า สารถีผู้ฝึกม้า

เพราะทำม้าที่ควรฝึกให้เข้าใจจึงฝึก.  ในบทว่า    สณฺเหนปิ   ทเมติ  เป็นต้น

นายสารถีทำสักการะพอสมควรแก่ม้านั้น   คือ  ให้กินโภชนะอย่างดี  ให้ดื่มน้ำ

อร่อย  พูดด้วยถ้อยคำนิ่มนวลแล้วจึงฝึก   ชื่อว่าฝึกด้วยวิธีละมุนละม่อม.  เมื่อ

ฝึกด้วยผูกเข่าผูกปากเป็นต้น     และแทงด้วยปฏัก   เฆี่ยนด้วยแส้   พูดคำหยาบ

ชื่อว่าฝึกด้วยวิธีรุนแรง.  ต้องทำทั้งสองวิธีนั้น   ตามกาลอันควร  ชื่อว่าฝึกทั้ง

วิธีละมุนละม่อมทั้งวิธีรุนแรง.

จบอรรกถาเกสีสูตรที่  ๑

๒.  ชวสูตร

ว่าด้วยสมบัติ  ๔  ของม้าอาชาไนยกับของภิกษุสงฆ์

[๑๐๒]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ม้าอาชาไนยตัวเจริญของพระราชา

ประกอบด้วยองค์  ๔  ประการ  ย่อมเป็นม้าควรแก่พระราชา  เป็นม้าต้น    ย่อม

ถึงการนับว่าเป็นราชพาหนะ  องค์   ๔  ประการเป็นไฉน คือ ชื่อตรงประการ ๑

ว่องไวประการ  ๑   อดทนประการ   ๑    สงบเสงี่ยมประการ   ๑    ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย  ม้าอาชาไนยตัวเจริญของพระราชาประกอบด้วยองค์ ๔  ประการนี้แล


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 302

ย่อมเป็นม้าควรแก่พระราชา    เป็นม้าต้น    ย่อมถึงการนับว่าเป็นราชพาหนะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ    ย่อมเป็นผู้ควร

ของคำนับ    ควรของต้อนรับ   ควรแก่ทักษิณา   ควรทำอัญชลี    เป็นนาบุญ

ของโลก   ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งไปกว่า   ฉันนั้นเหมือนกันแล   ธรรม  ๔  ประการ

เป็นไฉน     คือ  ซื่อตรงประการ  ๑   ว่องไวประการ    ๑  อดทนประการ  ๑

สงบเสงี่ยมประการ  ๑    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม  ๔

ประการนี้แล    ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ   ควรของต้อนรับ    ควรแก่ทักษิณา

ควรทำอัญชลี  เป็นนาบุญของโลก  ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งไปกว่า.

จบชวสูตรที่  ๒

อรรถกถาชวสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในชวสูตรที่   ๒  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า อาชฺชเวน คือซื่อตรง.  บทว่า  ชเวน  คือฝีเท้าเร็ว.  บทว่า

ขนฺติยา ได้แก่มีความอดทน คือ อดกลั้น.  บทว่า  โสรจฺเจน  คือมีความ

แช่มชื่นเป็นปกติ.  ในองค์แห่งคุณของบุคคล   บทว่า   ชเวน  ได้แก่ด้วยกำลัง

เร็วแห่งญาณ.  บทที่เหลือในสูตรนี้   มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

จบอรรถกถาชวสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 303

๓.  ปโตทสูตร

ม้าอาชาไนยและบุรุษอาชาไนย  ๔  จำพวก

[๑๑๓]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ม้าอาชาไนยตัวเจริญ  ๔ จำพวกนี้ มี

ปรากฏอยู่ในโลก  ๔  จำพวกเป็นไฉน     คือ  ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวใน

โลกนี้   พอเห็นเงาปฏักเข้าก็ย่อมสลด  ถึงความสังเวชว่า  วันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้า

จักให้เราทำเหตุอะไรหนอ  เราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไร  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้   แม้เห็นปานนี้ก็มี    นี้เป็นม้าอาชาไนย

ตัวเจริญที่  ๑  มีปรากฏอยู่ในโลกนี้.

อีกประการหนึ่ง  ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้     เห็นเงาปฏัก

แล้ว    ย่อมไม่สลด    ไม่ถึงความสังเวชเลยทีเดียว      แต่เมือถูกแทงด้วยปฏักที่

ขุมขนจึงสลด  ถึงความสังเวชว่า      วันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้าจักให้เราทำเหตุอะไร-

หนอ  เราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไร  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ม้าอาชาไนยตัวเจริญ

บางตัวในโลกนี้   แม้เห็นปานนี้ก็มี  นี้เป็นม้าอาชาไนยตัวเจริญที่   ๒   มีปรากฏ

อยู่ในโลก.

อีกประการหนึ่ง  ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้    เห็นเงาปฏัก

แล้วย่อมไม่สลด     ไม่ถึงความสังเวช     แม้ถูกแทงด้วยปฏักที่ขุมขนก็ไม่สลด

ไม่ถึงความสังเวช   แต่เมื่อถูกแทงด้วยปฏักถึงผิวหนังจึงสลด    ถึงความสังเวช

ว่าวันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้าจักให้เราทำเหตุอะไรหนอ       เราจักตอบแทนแก่เขา

อย่างไร   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้   แม้เห็น

ปานนี้ก็มี  นี้เป็นม้าอาชาไนยตัวเจริญที่  ๓  มีปรากฏอยู่ในโลก.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 304

อีกประการหนึ่ง  ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้     เห็นเงาปฏัก

ก็ไม่สลด    ไม่ถึงความสังเวช    แม้ถูกแทงด้วยปฏักที่ขุมขนก็ไม่สลด   ไม่ถึง

ความสังเวช        แม้ถูกแทงด้วยปฏักถึงผิวหนังก็ไม่สลด      ไม่ถึงความสังเวช

แต่เมื่อถูกแทงด้วยปฏักถึงกระดูก    จึงสังเวช   ถึงความสลดว่า   วันนี้นายสารถี

ผู้ฝึกม้าจักให้เราเหตุอะไรหนอ   เราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไร  ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย   ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้  แม้เห็นปานนี้ก็มี   นี้เป็นม้า

อาชาไนยตัวเจริญที่  ๔  มีปรากฏอยู่ในโลก  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ม้าอาชาไนย

ตัวเจริญ  ๔  จำพวกนี้แล   มีปรากฏอยู่ในโลก.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ  ๔  จำพวก   มีปรากฏอยู่

ในโลก  ฉันนั้นเหมือนกัน  ๔  จำพวกเป็นไฉน ?   คือ  บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ

บางคนในโลกนี้ได้ฟังว่า  ในบ้านหรือในนิคมโน้นมีหญิงหรือชายถึงความทุกข์

หรือทำกาลกิริยา   เขาย่อมสลด   ถึงความสังเวชเพราะเหตุนั้น   เป็นผู้สลดแล้ว

เริ่มตั้งความเพียรไว้โดยแยบคาย     มีใจเด็ดเดี่ยว    ย่อมกระทำให้แจ้วซึ่งปรม-

สัจจะด้วยนามกาย    และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา     ม้าอาชาไนยตัวเจริญ

พอเห็นเงาปฏักย่อมสลดถึงความสังเวช     แม้ฉันใด     เรากล่าวบุรุษอาชาไนย

ผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้น    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนใน

โลกนี้  แม้เห็นปานั้นก็มี   นี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่  ๑  มีปรากฏอยู่ในโลก.

อีกประการหนึ่ง  บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้   ไม่ได้ฟังว่า

ในบ้านหรือในนิคมโน้น   มีหญิงหรือชายถึงความทุกข์  หรือทำกาลกิริยา  แต่

เขาเห็นหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์    หรือทำกาลกิริยาเอง    เขาจึงสลด    ถึง

ความสังเวช   เพราะเหตุนั้น   เป็นผู้สลดแล้ว   เริ่มตั้งความเพียรไว้โดยแยบคาย

มีใจเด็ดเดี่ยว      ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย      และเห็นแจ้ง

แทงตลอดด้วยปัญญา    ม้าอาชาไนยตัวเจริญถูกแทงด้วยปฏักที่ขุมขนย่อมสลด


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 305

ถึงความสังเวช     แม้ฉันใด     เรากล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้    แม้เห็นปานนี้ก็มี

นี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่  ๒  มีปรากฏอยู่ในโลก.

อีกประการหนึ่ง  บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้   ไม่ได้ฟังว่า

ในบ้านหรือในนิคมโน้น   มีหญิงหรือชายถึงความทุกข์  หรือทำกาลกิริยา  และ

ไม่ได้เห็นหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์     หรือทำกาลกิริยาเอง     แต่ญาติหรือ

สาโลหิตของเขาถึงความทุกข์   หรือทำกาลกิริยา   เขาจึงสลด   ถึงความสังเวช

เพราะเหตุนั้น   เป็นผู้สลดแล้ว  เริ่มตั้งความเพียรไว้โดยแยบคาย   มีใจเด็ดเดี่ยว

ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย   และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา

ม้าอาชาไนยตัวเจริญถกแทงผิวหนังจึงสลด   ถึงความสังเวช   แม้ฉันใด   เรา

กล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนย

ผู้เจริญบางคนในโลกนี้    แม้เห็นปานนี้ก็มี  นี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่   ๓

มีปรากฏอยู่ในโลก.

อีกประการหนึ่ง  บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้   ไม่ได้ฟังว่า

ในบ้านหรือในนิคมโน้น.   มีหญิงหรือชายถึงความทุกข์  หรือทำกาลกิริยา  และ

ไม่ได้เห็นหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์    หรือทำกาลกิริยาเอง     ทั้งญาติหรือ

ลาโลหิตของเขาก็ไม่ถึงทุกข์   หรือทำกาลกิริยา   แต่เขาเองทีเดียว    อันทุกข-

เวทนาเป็นไปทางสรีระ  กล้าแข็ง   เผ็ดร้อน  ไม่น่ายินดี  ไม่น่าพอใจ   แทบ

จะนำชีวิตไปเสีย  ถูกต้องแล้ว  เขาจึงสลด  ถึงความสังเวชเพราะเหตุนั้น   เป็น

ผู้สลดแล้วเริ่มตั้งความเพียรไว้โดยแยบคาย   มีใจเด็ดเดี่ยว   ย่อมกระทำให้แจ้ง

ซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย    และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา    ม้าอาชาไนย

ตัวเจริญถูกแทงด้วยปฏักถึงกระดูก   จึงสลด  ถึงความสังเวช   แม้ฉันใด   เรา

กล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้น   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุรุษอาชาไนย


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 306

ผู้เจริญบางคนในโลกนี้    แม้เห็นปานนี้ก็มี    นี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่  ๔

มีปรากฏอยู่ในโลก.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ  ๔  จำพวกนี้แล  มีปรากฏ

อยู่ในโลก.

จบปโตทสูตรที่  ๓

อรรถกถาปโตทสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในปโตทสูตรที่  ๓  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า   ปโตทจฺฉาย     ความว่า    เงาแห่งปฏักที่ยกขึ้นเพื่อจะแทง.

บทว่า สวิชติ   ความว่า  สะดุ้งด้วยกำหนดว่าเราต้องเร่งฝีเท้า.   บทว่า  สเวค

อาปชฺชติ    ความว่า  แทงให้สะดุ้ง.   บทว่า  โลมเวธวิทฺโธ   ความว่า  พอ

ถูกปฏักแทงจ่อที่ขุมขน.      บทว่า  จมฺมเวธวิทฺโธ     ความว่า   เอาปฏักแทง

ตัดผิวหนัง.    บทว่า  อฏฺิเวธวิทฺโธ  ความว่า   เอาปฏักแทงทะลุถึงกระดูก.

บทว่า   กาเยน  คือด้วยนามกาย.    บทว่า  ปรมสจฺจ  คือนิพพาน.  บทว่า

สจฺฉิกโรติ   คือถูกต้อง. บทว่า   ปญฺาย  คือมรรคปัญญาพร้อมด้วยวิปัสสนา.

จบอรรถกถาปโตทสูตรที่  ๓

๔.  นาคสูตร

ว่าด้วยคุณสมบัติ  ๔  ของช้างต้นกับของภิกษุสงฆ์

[๑๑๔]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ช้างตัวประเสริฐของพระราชา  ประกอบ

ด้วยองค์ ๔  ย่อมเป็นช้างควรแก่พระราชา  เป็นช้างต้น    ย่อมถึงการนับว่าเป็น

ราชพาหนะ  องค์  ๔  เป็นไฉน  คือ  ช้างตัวประเสริฐของพระราชา  ในโลกนี้


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 307

เป็นสัตว์สำเหนียก  (การเอาใจใส่) ๑  กำจัด   ๑  อดทน    ไปได้เร็ว ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็ช้างตัวประเสริฐของพระราชาเป็นสัตว์สำเหนียกอย่างไร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ช้างตัวประเสริฐของพระราชา  ในโลกนี้  ย่อมเอาใจใส่

มนสิการถึงเหตุการณ์ที่นายควาญช้างจะให้กระทำ   ที่ตนเคยทำก็ตาม  ไม่เคยทำ

ก็ตาม  ประมวลเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ด้วยใจ  คอยเงี่ยโสตสดับอยู่   ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย  ช้างตัวประเสริฐของพระราชา  เป็นสัตว์สำเหนียกอย่างนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ช้างตัวประเสริฐของพระราชา   เป็นสัตว์กำจัด

อย่างไร  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ช้างตัวประเสริฐของพระราชา  ในโลกนี้  เข้าสู่

สงครามแล้ว    ย่อมกำจัดช้างบ้าง   พลช้างบ้าง   ม้าบ้าง   พลม้าบ้าง   รถบ้าง

พลรถบ้าง  พลเดินเท้าบ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ช้างตัวประเสริฐของพระราชา

เป็นสัตว์กำจัดอย่างนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็ช้างตัวประเสริฐของพระราชาเป็นสัตว์อดทน

อย่างไร  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ช้างตัวประเสริฐของพระราชา   ในโลกนี้  เข้าสู่

สงครามแล้ว  เป็นสัตว์อดทนต่อการประหารด้วยหอก   ต่อการประหารด้วยดาบ

ต่อการประหารด้วยหลาว      ต่อเสียงระเบงเซ็งแซ่แห่งกลองบัณเฑาะว์สังข์และ

มโหระทึก  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ช้างตัวประเสริฐของพระราชาเป็นสัตว์อดทน

อย่างนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ช้างตัวประเสริฐของพระราชา   เป็นสัตว์ไปได้

เร็วอย่างไร     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ช้างตัวประเสริฐของพระราชาในโลกนี้

นายควาญช้างจะใช้ไปสู่ทิศใด   ตนจะเคยไปหรือไม่เคยไปก็ตาม  ย่อมเป็นสัตว์

ไปสู่ทิศนั้นเร็วพลันทีเดียว  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ช้างตัวประเสริฐของพระราชา

เป็นสัตว์ไปได้เร็วอย่างนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ช้างตัวประเสริฐของพระราชาประกอบด้วยองค์ ๔

นี้แล  ย่อมเป็นสัตว์ควรแก่พระราชา  เป็นช้างต้น  ถึงการนับว่าเป็นราชพาหนะ.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 308

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ก็ฉันนั้น

เหมือนกันแล   ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ   เป็นผู้ควรของต้อนรับ   เป็นผู้ควร

แก่ทักษิณา  เป็นผู้ควรทำอัญชลี  เป็นนาบุญของโลก  ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งไปกว่า

ธรรม  ๔  ประการเป็นไฉน  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เป็น

ผู้สำเหนียก  ๑ กำจัด  ๑  อดทน  ๑ ไปได้เร็ว ๑  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุ

เป็นผู้สำเหนียกอย่างไร    ภิกษุในธรรมวินัยนี้   จดจำ   กระทำธรรมวินัยนี้อัน

พระตถาคตประกาศแล้ว     ทรงแสดงอยู่ไว้ในใจ   ประมวลธรรมวินัยทั้งปวงไว้

ด้วยใจ    เงี่ยโสตลงสดับธรรม  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเป็นผู้สำเหนียก

อย่างนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุเป็นผู้กำจัดอย่างไร   ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมให้ตั้งอยู่ไม่ได้   ย่อมละ  ย่อมบรรเทา  กระทำให้พินาศ   ให้ถึงความไม่มี

ซึ่งกามวิตกอันบังเกิดขึ้นแล้ว   ย่อมให้ตั้งอยู่ไม่ได้   ย่อมละ  ย่อมบรรเทา  ย่อม

กระทำให้พินาศ   ให้ถึงความไม่มี  ซึ่งพยาบาทวิตกอันบังเถิดขึ้นแล้ว   ย่อมให้

ตั้งอยู่ไม่ได้  ย่อมละ.  ย่อมบรรเทา  ย่อมกระทำให้พินาศ  ให้ถึงความไม่มี  ซึ่ง

วิหิงสาวิตกอันบังเกิดขึ้นแล้ว   ย่อมให้ตั้งอยู่ไม่ได้ย่อมละ  ย่อมบรรเทา  ย่อม

กระทำให้พินาศ  ให้ถึงความไม่มี  ซึ่งธรรมอันเป็นบาปอกุศล อันบังเกิดขึ้นแล้ว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเป็นผู้กำจัดอย่างนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภิกษุเป็นผู้อดทนอย่างไร  ภิกษุในธรรมวินัยนี้

เป็นผู้อดทนต่อความหนาว  ความร้อน   ความหิว   ความระหาย   สัมผัสแห่ง

เหลือบ  ยุง  ลม  แดด   และสัตว์เลื่อยคลาน   เป็นผู้มีปกติอดทนต่อคำกล่าว

อันหยาบคาย    ร้ายกาจ    ที่บังเกิดขึ้นแล้ว     ต่อทุกขเวทนาเป็นไปทางสรีระ

กล้าแข็ง  เผ็ดร้อน  ไม่น่ายินดี  ไม่น่าพอใจ  แทบจะนำชีวิตไปเสีย  ดูก่อน-


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 309

ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเป็นผู้อดทนอย่างนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็ภิกษุเป็นผู้ไปได้เร็วอย่างไร    ภิกษุในธรรม

วินัยนี้    ทิศใดที่ตนไม่เคยไป  โดยกาลนานนี้    คือ  ความระงับสังขารทั้งปวง

ความสละคืนอุปธิทั้งปวง    ความสิ้นตัณหา    ความคลายกำหนัด      ความดับ

นิพพาน เป็นผู้ไปสู่ทิศนั้นได้เร็ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุเป็นผู้ไปได้เร็ว

อย่างนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม  ๔   ประการนี้แล

ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ   เป็นผู้ควรของต้อนรับ  เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา  เป็น

ผู้ควรทำอัญชลี  เป็นนาบุญของโลก  ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งไปกว่า.

จบนาคสูตรที่  ๔

อรรถกถานาคสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในนาคสูตรที่  ๔   ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  อฏฺิกตฺวา  คือ  เป็นประโยชน์.  มโหระทึก ชื่อว่า  ติณวะ

ในคำนี้ ว่า   ติณวนินฺนาทสทฺทาน.    บทว่า   นินฺนาทสทฺโท    ได้แก่

เสียงดังผสมผสานเป็นอันเดียวกัน     แม้ของเครื่องตีเป่าทุกอย่าง.     ในบทว่า

ฑสา  เป็นต้น  บทว่า  ฑสา  ได้แก่  เหลือบ.  บทว่า  มกสา  ได้แก่  ยุง.

บทว่า  ขิปฺปญฺเว  คนฺตา  โหติ  ความว่า  ภิกษุบำเพ็ญศีล  สมาธิปัญญา

วิมุตติ  วิมุตติญาณทัสสนะแล้วไปเร็วพลัน.

จบอรรถกถานาคสูตรที่  ๔


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 310

๕.  ฐานสูตร

เหตุแห่งความเสื่อมและความเจริญ   ๔   ประการ

[๑๑๕]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เหตุ  ๔ ประการนี้   ประการเป็นไฉน ?

คือ  เหตุเพื่อ  ทำสิ่งที่ไม่พอใจ    และเหตุนั้นเมื่อทำเข้า    ย่อมเป็นไปเพื่อความ

ฉิบหาย  ๑ เหตุเพื่อทำสิ่งที่ไม่พอใจ   และเหตุนั้นเมื่อทำเข้า     ย่อมเป็นไปเพื่อ

ประโยชน์  ๑   เหตุเพื่อทำสิ่งที่พอใจ   และเหตุนั้นเมื่อทำเข้า    ย่อมเป็นไปเพื่อ

ความฉิบหาย ๑  เหตุเพื่อทำสิ่งที่พอใจ  และเหตุนั้นเมื่อทำเข้า  ย่อมเป็นไปเพื่อ

ประโยชน์  ๑  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ในเหตุ   ๔  ประการนั้น    เหตุเพื่อทำสิ่งที่

ไม่พอใจ  และเหตุนั้นเมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายนี้    บัณฑิตย่อม

สำคัญว่าไม่ควรทำโดยส่วนทั้งสองทีเดียว     คือ    บัณฑิตย่อมสำคัญว่า   ไม่-

ควรทำแม้โดยเหตุเพื่อทำสิ่งที่ไม่พอใจ   ย่อมสำคัญว่า   ไม่ควรทำแม้โดยเหตุที่

เมื่อทำเข้าย่อมเป็น. ไปเพื่อความฉิบหาย   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เหตุนี้  บัณฑิต

ย่อมสำคัญว่าไม่ควรทำโดยส่วนทั้งสองทีเดียว.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ในเหตุเพื่อทำสิ่งที่ไม่พอใจ    และเหตุนั้นเมื่อ

ทำเข้า   ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์  พึงทราบคนพาลและบัณฑิตได้   ในเพราะ

กำลังของบุรุษ  ในเพราะความเพียรของบุรุษ  ในเพราะความบากบั่นของบุรุษ

คนพาลย่อมไม่สำเหนียกดังนี้ว่า  เหตุนี้เพื่อทำสิ่งที่ไม่พอใจก็จริง   ถึงอย่างนั้น

เหตุนี้เมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์    ดังนี้     เขาย่อมไม่กระทำเหตุนั้น

เหตุนั้นอันเขาไม่การทำอยู่    ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย    ส่วนบัณฑิตย่อม

สำเหนียกดังนี้ว่า  เหตุนี้เพื่อทำสิ่งที่ไม่พอใจก็จริง  ถึงอย่างนั้น    เหตุนี้เมื่อทำ

เข้าย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ดังนี้    เขาย่อมกระทำเหตุนั้น     เหตุนั้นอันเขา

กระทำอยู่   ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 311

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    แม้ในเหตุเพื่อทำสิ่งที่พอใจ    และเหตุนั้นเมื่อ

ทำเข้าย่อมเป็นไป  เพื่อความฉิบหาย    พึงทราบคนพาลและบัณฑิต     ในเพราะ

กำลังของบุรุษ  ในเพราะความเพียรของบุรุษ  ในเพราะความบากบั่นของบุรุษ

คน  พาลย่อมไม่สำเหนียกดังนี้ว่า     เหตุนี้เพื่อทำสิ่งที่พอใจก็จริง    ถึงอย่างนั้น

เหตุนี้เมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย    ดังนี้     เขาย่อมกระทำเหตุนั้น

เหตุนั้นอันเขากระทำอยู่  ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย ส่วนบัณฑิตย่อมสำเหนียก

ดังนี้ว่า   เหตุนี้เพื่อทำสิ่งที่พอใจก็จริง   ถึงอย่างนั้น   เหตุนี้เมื่อทำเข้า     ย่อม

เป็นไปเพื่อความฉิบหาย    ดังนี้     เขาย่อมไม่กระทำเหตุนั้น    เหตุนั้นอันเขา

ไม่กระทำอยู่   ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เหตุเพื่อทำสิ่งที่พอใจ    และเหตุนั้นเมื่อทำเข้า

ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์  บัณฑิตย่อมสำคัญว่า  ควรทำโดยส่วนทั้ง ๒ ทีเดียว

คือ   ย่อมสำคัญว่า  ควรทำโดยเหตุเพื่อทำสิ่งที่พอใจ   และโดยเหตุที่เมื่อทำเข้า

ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์  เหตุนี้    บัณฑิตย่อมสำคัญว่า  ควรทำโดยส่วนทั้ง  ๒

ทีเดียว  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เหตุ   ๔ ประการนี้แล.

จบฐานสูตรที่  ๕

อรรถกถาฐานสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในฐานสูตรที่  ๕   ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า   านานิ   ได้แก่ เหตุ. บทว่า อนตฺถาย  สวตฺตติ   ความว่า

ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์    เพื่อมิใช่ความเจริญ.    ก็ในคำนี้     พึงทราบ

กุศลกรรมที่สัมปยุตด้วยโสมนัส    ในบทเป็นต้นอย่างนี้ว่า     บาปกรรมมีทุกข์


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 312

มีความคับแค้นซึ่งต่างโดยขุดบ่อจับปลาตัดช่องของเขาเป็นต้น        พึงทราบว่า

เป็นฐานะที่  ๑     การงานมีการทิ้งขยะดอกไม้เป็นต้น     และการงานมีการโบก

ปูนขาว  มุงเรือนและกวาดสถานที่ไม่สะอาดเป็นต้น    สำหรับคฤหัสถ์ผู้เลี้ยงชีพ

โดยชอบ  พึงทราบว่าเป็นฐานะที่  ๒ กรรมมีการดื่มสุราลูบไล้ของหอมและการ

ประดับดอกไม้เป็นต้น     และกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น      ที่เป็นไปแล้วด้วย

อำนาจความยินดี    พึงทราบว่า    เป็นฐานะที่  ๓    กุศลกรรมที่ประกอบด้วย

โสมนัสในกิจกรรมเป็นต้นอย่างนี้  คือ   การนุ่งห่มผ้าสะอาด     ถือเอาดอกไม้

และของหอมเป็นต้นไปในเวลาไปฟังธรรม  การไหว้พระเจดีย์  การไหว้ต้นโพธิ์

การฟังธรรมกถาอันไพเราะ  การสมาทานศีล  ๕  พึงทราบว่า  เป็นฐานะที่ ๔.

บทว่า  ปุริสถาเม ความว่า ในเรี่ยวแรงคือญาณของบุรุษ.   แม้ในบทที่เหลือ

ก็นัยนี้แล.

จบอรรถกถาฐานสูตรที่  ๕

๖.  อัปปมาทสูตร

ว่าด้วยความไม่ประมาทโดยฐานะ  ๔  ประการ

[๑๑๖]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ควรทำความไม่ประมาทโดยฐานะ  ๔

ประการ  ๔  ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงละกาย-

ทุจริต   จงเจริญกายสุจริต    และอย่าประมาทในการละกายทุจริตและการเจริญ

กายสุจริตนั้น     จงละวจีทุจริต    จงเจริญวจีสุจริต    และอย่าประมาทในการละ

วจีทุจิตและการเจริญวจีสุจริตนั้น   จงละมโนทุจริต  จงเจริญมโนสุจริต    และ

อย่าประมาทในการละมโนทุจริตและการเจริญมโนสุจริตนั้น     จงละมิจฉาทิฏฐิ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 313

จงเจริญสัมมาทิฏฐิ   และอย่าประมาทในการละมิจฉาทิฏฐิ  และการเจริญสัมมา

ทิฏฐินั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ในกาลใดแล  ภิกษุละกายทุจริต  เจริญกายสุจริต

ละวจีทุจริต   เจริญวจีสุจริต   ละมโนทุจริต   เจริญมโนสุจริต   ละมิจฉาทิฏฐิ

เจริญสัมมาทิฏฐิได้แล้ว  ในกาลนั้น  เธอย่อมไม่กลัวต่อความตาย   อันจะมีใน

ภายหน้า.

จบอัปปมาทสูตรที่  ๖

อรรถกถาอัปปมาทสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในอัปปมาทสูตรที่  ๖  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  ยโต   โข   คือ  เมื่อใดแล.   บทว่า   สมฺปรายิกสฺส  นั้น

เป็นเพียงเทศนา.  แต่พระขีณาสพไม่กลัวต่อความตายอันจะมีมาในกาลภายหน้า

ทั้งไม่กลัวต่อความตายอันจะมีในปัจจุบัน.   ก็พระขีณาสพนั้นท่านประสงค์ในที่นี้

แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า  ท่านประสงค์เอาพระอริยะทั้งหลายแม้ทั้งปวงตั้งต้น

แต่พระโสดาบัน   เพราะพระบาลีว่า  สมฺมาทิฏิ  ภาวิตา   เจริญสัมมาทิฏฐิ

แล้ว .

จบอรรถกถาอัปปมาทสูตรที่  ๖


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 314

๗. อารักขสูตร

ว่าด้วยความไม่ประมาทในฐานะ  ๔  ประการ

[๑๑๗]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุพึงกระทำความไม่ประมาท   คือ

มีสติเครื่องรักษาใจโดยสมควรแก่ตน   ในฐานะ  ๔  ประการ ๔ ประการเป็นไฉน

คือ    ภิกษุพึงกระทำความไม่ประมาท   คือ   มีสติเครื่องรักษาใจโดยสมควรแก่

ตนว่า  จิตของเราอยู่กำหนัดในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ๑ จิตของเรา

อย่าขัดเคืองในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ๑   จิตของเราอย่าหลงในธรรม

เป็นที่ตั้งแห่งความหลง   ๑      จิตของเราอย่ามัวเมาในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความ

มัวเมา ๑   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ในกาลใดแล   จิตของภิกษุไม่กำหนัดในธรรม

เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด     เพราะปราศจากความกำหนัด      จิตของภิกษุไม่

ขัดเคืองในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง        เพราะปราศจากความขัดเคือง

จิตของภิกษุไม่หลงในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความหลง   เพราะปราศจากความหลง

จิตของภิกษุไม่มัวเมาในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา   เพราะปราศจากความ

มัวเมา  ในกาลนั้น    เธอย่อมไม่หวาดเสียว ไม่หวั่น   ไม่ไหว  ไม่ถึงความสะดุ้ง

และย่อมไม่ไปแม้เพราะเหตุแห่งถ้อยคำของสมณะ.

จบอารักขสูตรที่  ๗


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 315

อรรถกถาอารักขสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในอารักขสูตรที่  ๗  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า   อตฺตรูเปน   ได้แก่  ตามอนุรูปคือตามควรแก่ตน  อธิบายว่า

ตามความใคร่ประโยชน์เกื้อกูล.  บทว่า   รชนีเยสุ   ความว่า   ในธรรมเป็น

ปัจจัยแห่งราคะ.   บทว่า    ธมฺเมสุ   ความว่า   ในสภาวะ  คือ   อารมณ์ที่น่า

ปรารถนา.  นัยในบททั้งปวง  พึงทราบอย่างนี้.  บทว่า  นจฺฉมฺภติ  ความว่า

ย่อมไม่หวาดเสียวด้วยอำนาจทิฏฐิ.  แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้.  บทว่า น  จ  ปน

สมณวจนเหตุปิ  คจฺฉติ  ความว่า    ย่อมไม่เขวไปแม้เพราะเหตุแห่งถ้อยคำ

ของสมณะผู้กล่าววาทะที่เป็นปรปักษ์  คือไม่ละทิฏฐิของตนเขวไปด้วยอำนาจทิฏฐิ

ของสมณะเหล่านั้น.  แม้ในที่นี้ก็ประสงค์เอาพระขีณาสพเท่านั้น.

จบอรรถกถาอารักขสูตรที่  ๗

๘.   สังเวชนียสูตร

ว่าด้วยสังเวชนียสถาน  ๔  แห่ง

[๑๑๘]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สถานที่ควรเห็น ควรให้เกิดความสังเวช

แห่งกุลบุตรผู้มีศรัทธา  ๔  แห่งนี้   ๔  แห่งเป็นไฉน ?   คือ   สถานที่ควรเห็น

ควรให้เกิดความสังเวชแห่งกุลบุตรผู้มีศรัทธาว่า  พระตถาคตประสูติ  ณ ที่นี้  ๑

พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ  ณ  ที่นี้    ๑       พระตถาคตทรง

ประกาศธรรมจักรอันยอดเยี่ยม  ณ ที่นี้  ๑  พระตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิ-

เสสนิพพานธาตุ  ณ  ที่นี้  ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สถานที่ควรเห็น  ควรให้เกิด

ความสังเวชแห่งกุลบุตรผู้มีศรัทธา  ๔  แห่งนี้แล.

จบสังเวชนียสูตรที่  ๘


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 316

อรรถกถาสังเวชนียสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในสังเวชนียสูตรที่  ๘  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  ทสฺสนียานิ   แปลว่า   ที่ควรเห็น.   บทว่า  สเวชนียานิ

ได้แก่ สถานที่ให้เกิดความสังเวช.

จบอรรถกถาสังเวชนียสูตรที่ ๘

๙.  ปฐมภยสูตร

ว่าด้วยภัย  ๔   ประการ

[๑๑๙]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภัย (สิ่งที่น่ากลัว)  ๔  ประการนี้  ภัย ๔

ประการเป็นไฉน  คือ  ชาติภัย  ๑  ชราภัย   ๑  พยาธิภัย   ๑  มรณภัย   ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้แล  ภัย   ๔  ประการ.

จบปฐมภยสูตรที่ ๙

อรรถกถาปฐมภยสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในปฐมภยสูตรที่  ๙  ดังต่อไปนี้ :-

ภัยที่ปรารภชาติเกิดขึ้น ชื่อว่า ชาติภัย.  แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้แล.

จบอรรถกถาปฐมภยสูตรที่  ๙


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 317

๑๐. ทุติยภยสูตร

ว่าด้วยภัย  ๔  ประการ

[๑๒๐]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภัย  ๔  ประการนี้   ภัย  ๔  ประการ

เป็นไฉน  คือ  อัคคีภัย ๑  อุทกภัย ๑  ราชภัย ๑  โจรภัย ๑  นี้แลภัย

๔    ประการ.

จบทุติยภยสูตรที่ ๑๐

จบเกสีวรรคที่ ๒

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑.  เกสีสูตร  ๒. ชวสูตร  ๓. ปโตทสูตร  ๔ . นาคสูตร  ๕.  ฐาน-

สูตร  ๖.  อัปปมาทสูตร  ๗   อารักขสูตร  ๘.  สังเวชนียสูตร  ๙.  ปฐมภย-

สูตร  ๑๐.  ทุติยภยสูตร  และอรรถกถา.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 318

ภยวรรคที่ ๓

 

๑. ปฐมภยสูตร

ว่าด้วยภัย ๔ ประการ

[๑๒๑]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ภัย   ๔   ประการนี้     ๔   ประการ

เป็นไฉนคือ อัตตานุวาทภัย ภัยเกิดแต่การติเตียนตนเอง ๑  ปรานุวาทภัย

ภัยเกิดแต่ผู้อื่นติเตียน ๑   ทัณฑภัย  ภัยเกิดแต่อาญา ๑  ทุคติภัย   ภัยเกิดแต่

ทุคติ  ๑  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็อัตตานุวาทภัย  เป็นไฉน  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

บุคคลบางคนในโลกนี้  ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า  ก็เราแล  พึงประพฤติทุจริต

ด้วยกาย   พึงประพฤติทุจริตด้วยวาจา   พึงประพฤติทุจริตด้วยใจ  ไฉนตัวเรา

จะไม่พึงติเตียนเราโดยศีลได้เล่าดังนี้       เขากลัวต่อภัยเกิดแต่การติเตียนตัวเรา

จึงละกายทุจริต  บำเพ็ญกายสุจริต   ละวจีทุจริต  บำเพ็ญวจีสุจริต  ละมโนทุจริต

บำเพ็ญมโนสุจริต  ย่อมรักษาตนให้บริสุทธิ์   นี้เรียกว่าอัตตานุวาทภัย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็ปรานุวาทภัยเป็นไฉน    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

บุคคลบางคนในโลกนี้   ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า  ก็เราแล  พึงประพฤติทุจริต

ด้วยกาย  พึงประพฤติทุจริตด้วยวาจา  พึงประพฤติทุจริตด้วยใจ    ไฉนคนอื่น

จะไม่พึงติเตียนเราโดยศีลได้เล่า   ดังนี้    เขากลัวต่อภัยเกิดแต่คนอื่นติเตียน   จึง

ละกายทุจริต  บำเพ็ญกายสุจริต  ละวจีทุจริต  บำเพ็ญวจีสุจริต   ละมโนทุจริต

บำเพ็ญมโนสุจริต  ย่อมรักษาตนให้บริสุทธิ์   นี้เรียกว่าปรานุวาทภัย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ทัณฑภัยเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคล

บางคนในโลกนี้      เห็นเจ้านายจับโจรผู้ประพฤติชั่วช้ามาลงกรรมกรณ์ต่าง  ๆ

คือโบยด้วยแส้บ้าง     เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง     ตีด้วยตะบองสั้นบ้าง     ตัดมือบ้าง


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 319

ตัดเท้าบ้าง   ตัดทั้งมือทั้งเท้าบ้าง   ตัดหูบ้าง   ตัดจมูกบ้าง    ตัดทั้งหูทั้งจมูกบ้าง

ลงกรรมกรณ์วิธีหม้อเคี่ยวน้ำส้มบ้าง  ลงกรรมกรณ์วิธีขอดสังข์  บ้างลงกรรมกรณ์

วิธีปากราหูบ้าง     ลงกรรมกรณ์วิธีมาลัยไฟบ้าง     ลงกรรมกรณ์วิธีคบมือบ้าง

ลงกรรมกรณ์วิธีริ้วส่ายบ้าง   ลงกรรมกรณ์วิธีนุ่งเปลือกไม้บ้าง   ลงกรรมกรณ์

วิธียืนกวางบ้าง   ลงกรรมกรณ์วิธีเหยื่อเกี่ยวเบ็ดบ้าง    ลงกรรมกรณ์วิธีเหรียญ-

กษาปณ์บ้าง   ลงกรรมกรณ์วิธีแปรงแสบบ้าง    ลงกรรมกรณ์วิธีกางเกวียนบ้าง

ลงกรรมกรณ์วิธีตั่งฟางบ้าง ราดด้วยน้ำมันกำลังเดือดบ้างให้สุนัขกัดบ้างให้นอน

หงายบนหลาวทั้งเป็นบ้าง   ตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง   บุคคลนั้นจึงมีความปริวิตก

อย่างนี้ว่า  เจ้านายจับโจรผู้ประพฤติชั่วช้ามาลงกรรมกรณ์ต่าง ๆ คือ  โบยด้วย

แส้บ้าง ฯลฯ   ตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง   เพราะเหตุแห่งกรรมอันลามกเห็นปานใด

ถ้าเราพึงจะทำกรรมอันลามกเห็นปานนั้นบ้าง    เจ้านายจะพึงจับเราไปลงกรรม

กรณ์ต่าง ๆ เห็นปานนั้น  คือ  โบยด้วยแส้บ้าง  ฯลฯ    ตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง

เขากลัวต่อภัยคืออาญา  ไม่กล้าชกชิงทรัพย์ของผู้อื่น  นี้เรียกว่าทัณฑภัย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ทุคติภัยเป็นไฉน  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคล

บางคนในโลกนี้   ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า  วิบากของกายทุจริต    ในภายหน้า

ชั่วร้าย   วิบากของวจีทุจริตในภายหน้า  ชั่วร้าย วิบากของมโนทุจริตในภายหน้า

ชั่วร้าย  ก็เราแล   พึงประพฤติทุจริตด้วยกาย   พึงประพฤติทุจริตด้วยวาจา  พึง

ประพฤติทุจริตด้วยใจ    ข้อนั้นจะมีอะไรเล่า    เมื่อกายแตกตายไป    เราจะพึง

เข้าถึงอบาย    ทุคติ    วินิบาต     นรก    เขากลัวต่อทุคติภัย   ย่อมละกายทุจริต

บำเพ็ญกายสุจริต      ย่อมละวจีทุจริต      บำเพ็ญวจีสุจริต    ย่อมละมโนทุจริต

บำเพ็ญมโนสุจริต  ย่อมบริหารคนให้หมดจดได้  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า

ทุคติภัย.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภัย ๔ ประการนี้แล.

จบปฐมภยสูตรที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 320

ภยวรรควรรณนาที่  ๓

 

อรรถกถาปฐมภยสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในปฐมภยสูตรที่  ๑  แห่งวรรคที่  ๓ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า    อตฺตานุวาทภย    ได้แก่   ภัยเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ติเตียนตน.

บทว่า  ปรานุวาทภย  ได้แก่  ภัยเกิดจากการติของผู้อื่น.  บทว่า  ทณฺทภย

ได้แก่ ภัยเกิดเพราะอาศัยกรรมกรณ์  ๓๒.   บทว่า   ทุคฺคติภย  ได้แก่  ภัย

เกิดเพราะอาศัยอบาย  ๔.  ในคำเป็นต้นว่า   อิท   วุจฺจติ  ภิกฺขเว  อตฺตานุ-

วาทภย    ก่อนอื่นหิริภายในย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้พิจารณาเห็นอัตตานุวาทภัย   หิริ

นั้นย่อมยังความสำรวมให้เกิดในไตรทวารของเขา     ความสำรวมในไตรทวาร

จัดเป็นจตุปาชิสุทธิศีล  เธอตั้งอยู่ในจตุปาริสุทธิศีลนั้นแล้ว  เจริญวิปัสสนาย่อม

ตั้งอยู่ในผลอันเลิศ.    ส่วนโอตตัปปะภายนอก    ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้พิจารณาเห็น

ปรานุวาทภัย    และทัณฑภัย  โอตตัปปะนั้น      ย่อมยังความสำรวมให้เกิดใน

ไตรทวารของเขา.    ความสำรวมในไตรทวาร    จัดเป็นจตุปาริสุทธิศีล.  เธอ

ตั้งอยู่ในจตุปาริสุทธิศีลนั้นแล้ว      เจริญวิปัสสนาย่อมตั้งอยู่ในผลอันเลิศ.  หิริ

ภายในย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้พิจารณาเห็นทุตติภัย    หิรินั้นย่อมยังความสำรวมให้เกิด

ในไตรทวารของเขา.      ความสำรวมในไตรทวาร      จัดเป็นจตุปาริสุทธิศีล.

เธอตั้งอยู่ในจตุปาริสุทธิศีลนั้นแล้ว   เจริญวิปัสสนาย่อมตั้งอยู่ในผลอันเลิศ.

จบอรรถกถาปฐมภยสูตรที่ ๑


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 321

๒.   ทุติยภยสูตร

 

ว่าด้วยภัย ๔ ประการ

[๑๒๒]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ภัย ๔ ประการนี้   คนผู้ลงน้ำจะพึง

หวังได้  ๔  ประการเป็นไฉน คือ ภัยคือคลื่น  ๑  ภัยคือจระเข้  ๑  ภัยคือ

น้ำวน  ๑   ภัยคือปลาฉลาม   ๑  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัย  ๔ ประการนี้แล  คน

ผู้ลงน้ำพึงหวังได้   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภัย  ๔  ประการนี้   กุลบุตรบางคนใน

โลกนี้   ผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา  ในธรรมวินัยนี้พึงหวังได้  ฉันนั้น

เหมือนกันแล   ประการเป็นไฉน คือ ภัยคือคลื่น  ๑  ภัยคือจระเข้   ๑  ภัย

คือน้ำวน  ๑  ภัยคือปลาฉลาม  ๑  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็ภัยคือคลื่นเป็นไฉน

กุลบุตรบางคนในโลกนี้   ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา   ด้วยคิดว่า  เรา

ถูกชาติ  ชรา  มรณะ  โสกะ  ปริเทวะ  ทุกข์    โทมนัส    อุปายาส   ครอบงำ

ชื่อว่าตนอยู่ในกองทุกข์    มีทุกข์เป็นเบื้องหน้า     แม้ไฉนการกระทำที่สุดแห่ง

กองทุกข์ทั้งมวลนี้    จะพึงปรากฏ   เธอบวชอย่างนั้นแล้ว     เพื่อนสพรหมจารี

ตักเตือน  สั่งสอนว่า  ท่านพึงก้าวไปอย่างนี้  พึงถอยกลับอย่างนี้   พึงแลดูอย่างนี้

พึงเหลียวดูอย่างนี้     พึงคู้เข้าอย่างนี้   พึงเหยียดออกอย่างนี้     พึงทรงสังฆาฏิ

บาตรและจีวรอย่างนี้    เธอย่อมคิดอย่างนี้ว่า    เมื่อก่อนเราเป็นคฤหัสถ์มีแต่จะ

ควรตัดเตือนสั่งสอนผู้อื่น  ก็ภิกษุเหล่านี้คราวลูกคราวหลานของเรา สำคัญเราว่า

ควรตักเตือนสั่งสอน  เธอโกรธเคืองแค้นใจ บอกคืนสิกขาลาเพศ  ภิกษุนี้เรียกว่า

เป็นผู้กลัวต่อภัยคือคลื่น   บอกคืนสิกขาลาเพศ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  คำว่า  ภัย

คือคลื่นนี้   เป็นชื่อแต่งความโกรธและความแค้นใจ  นี้เรียกว่า  ภัยคือคลื่น.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 322

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภัยคือจระเข้เป็นไฉน  กุลบุตรบางคนในโลกนี้

ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา  ด้วยคิดว่า  เราถูกชาติ  ชรา  มรณะ โสกะ

ปริเทวะ ทุกข์   โทมนัส   อุปายาส  ครอบงำ  ชื่อว่าตกอยู่ในกองทุกข์  มีทุกข์

เป็นเบื้องหน้า   แม้ไฉน  การกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้  จะพึงปรากฏ

เธอบวชอย่างนั้นแล้ว   เพื่อนสพรหมจารีตักเตือนสั่งสอนว่า   สิ่งนี้เธอควรเคี้ยว

สิ่งนี้ไม่ควรเคี้ยว   สิ่งนี้ควรบริโภค   สิ่งนี้ไม่ควรบริโภค   สิ่งนี้ควรลิ้ม   สิ่งนี้

ไม่ควรลิ้ม   สิ่งนี้ควรดื่ม   สิ่งนี้ไม่ควรดื่ม   ของเป็นกัปปิยะเธอควรเคี้ยว   ของ

เป็นอกัปปิยะเธอไม่ควรเคี้ยว     ของเป็นกัปปิยะเธอควรบริโภค      ของเป็น

อกัปปิยะเธอไม่ควรบริโภค   ของเป็นกัปปิยะเธอควรลิ้ม    ของเป็นอกัปปิยะ

เธอไม่ควรลิ้ม   ของเป็นกัปปิยะเธอควรดื่ม    ของเป็นอกัปปิยะเธอไม่ควรดื่ม

เธอควรเคี้ยวในกาล    เธอไม่ควรเคี้ยวในวิกาล    เธอควรบริโภคในกาล    เธอ

ไม่ควรบริโภคในวิกาล   เธอควรลิ้มในกาล   เธอไม่ควรลิ้มในวิกาล    เธอควร

ดื่มในกาล   เธอไม่ควรดื่มในวิกาล    เธอย่อมคิดอย่างนี้ว่า    เมื่อก่อนเราเป็น

คฤหัสถ์     ปรารถนาสิ่งใดก็เคี้ยวสิ่งนั้น      ไม่ปรารถนาสิ่งใดก็ไม่เคี้ยวสิ่งนั้น

ปรารถนาสิ่งใดก็บริโภคสิ่งนั้น   ไม่ปรารถนาสิ่งใดก็ไม่บริโภคสิ่งนั้น  ปรารถนา

สิ่งใดก็ล้มสิ่งนั้น   ไม่ปรารถนาสิ่งใดก็ไม่ลิ้มสิ่งนั้น    ปรารถนาสิ่งใดก็ดื่มสิ่งนั้น

ไม่ปรารถนาสิ่งใดก็ไม่ดื่มสิ่งนั้น      ย่อมเคี้ยวสิ่งที่เป็นกัปปิยะบ้าง     สิ่งที่เป็น

อกัปปิยะบ้าง     ย่อมบริโภคสิ่งที่เป็นกัปปิยยะบ้าง     สิ่งที่ไม่เป็นอกัปปิยะบ้าง

ย่อมลิ้มสิ่งที่เป็นกัปปิยะบ้าง สิ่งที่เป็นอกัปปิยะบ้าง ย่อมดื่มสิ่งที่เป็นกัปปิยะบ้าง

สิ่งที่เป็นอกัปปิยะบ้าง   ย่อมเคี้ยวในกา    ในวิกาลบ้าง    ย่อมดื่มในกาลบ้าง

ในวิกาลบ้าง  คฤหบดีผู้มีศรัทธาบ้าง  ในวิกาลบ้าง   ย่อมบริโภคในกาล

บ้าง    ในวิกาลบ้าง    ย่อมลิ้มในกาลบ้างาย่อมถวายของควรเคี้ยว   หรือของควรบริโภค

แม้ใด   อันประณีต   ในกลางวัน   ในเวลาวิกาลแก่เราทั้งหลาย   ภิกษุเหล่านี้


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 323

ย่อมกระทำเสมือนหนึ่งปิดปากแม้ในของเหล่านั้น          เธอโกรธเคืองแค้นใจ

บอกคืนสิกขาลาเพศ    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   คำว่า  ภัยคือจระเข้นี้แล  เป็น

ชื่อแห่งความเป็นผู้เห็นแก่ท้อง  นี้เรียกว่า   ภัยคือจระเข้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็ภัยคือน้ำวนเป็นไฉน ?    กุลบุตรบางคนใน

โลกนี้  ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา  ด้วยคิดว่า เราถูกชาติ  ชรา  มรณะ

โสกะ  ปริเทวะ   ทุกข์  โทมนัส   อุปายาส   ครอบงำ   ชื่อว่าตกอยู่ในกองทุกข์

มีทุกข์เป็นเบื้องหน้า   แม้ไฉน   การกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้   จะพึง

ปรากฏ  เธอบวชแล้วอย่างนี้  เวลาเช้านุ่งแล้วถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาต

ยังบ้านหรือนิคม    ไม่รักษากาย    วาจา  ใจ    ไม่ตั้งสติ     ไม่สำรวมอินทรีย์

เธอเห็นคฤหบดีในบ้านหรือในนิคมนั้น    เพียบพร้อมบำเรอคนอยู่ด้วยกามคุณ

๕  เธอคิดอย่างนี้ว่า    เมื่อก่อนเราเป็นคฤหัสถ์เพรียบพร้อม   บำเรอคนอยู่ด้วย

กามคุณ  ๕    ก็โภคสมบัติในสกุลของเรามีพร้อม    เราอาจเพื่อจะบริโภคโภคะ

ทั้งหลายและทำบุญได้    ถ้ากระไร    เราพึงบอกคืนสิกขาลาเพศ    แล้วบริโภค

โภคะทั้งหลายและทำบุญเถิด    เธอย่อมบอกคืนสิกขาลาเพศ     ภิกษุนี้เรียกว่า

กลัวต่อภัยคือน้ำวน  บอกคืนสิกขาลาเพศ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    คำว่า  ภัยคือ

น้ำวนนี้  เป็นชื่อของกามคุณ  ๕  นี้เรียกว่า ภัยคือน้ำวน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็ภัยคือปลาฉลามเป็นไฉน ?   กุลบุตรบางคน

ในโลกนี้   ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา   ด้วยคิดว่า    เราถูกชาติ   ชรา

มรณะ  โสกะ  ปริเทวะ  ทุกข์  โทมนัส  อุปายาส   ครอบงำ   ชื่อว่าตกอยู่ใน

กองทุกข์  มีทุกข์เป็นเบื้องหน้า  แม้ไฉน  การกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้

จะพึงปรากฏ    เธอบวชแล้วอย่างนี้   เวลาเช้านุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร   เข้าไป

บิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม   ไม่รักษากาย   วาจา  ใจ   ไม่ตั้งสติ   ไม่สำรวม

อินทรีย์   เธอเห็นมาตุคามในบ้านหรือในนิคมนั้น    นุ่งไม่เรียบร้อย   หรือห่ม


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 324

ไม่เรียบร้อย   ราคะย่อมรบกวนจิตของเธอ   เพราะเห็นมาตุคามนุ่งไม่เรียบร้อย

หรือห่มไม่เรียบร้อย     เธอมีจิตอันราคะรบกวน     ย่อมบอกคืนสิกขาลาเพศ

ภิกษุนี้เรียกว่า    กลัวต่อภัยคือปลาฉลาม    บอกคืนสิกขาลาเพศ    ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย  คำว่า ภัยคือปลาฉลามนี้เป็นชื่อของมาตุคาม  นี้เรียกว่า ภัยคือ

ปลาฉลาม.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภัย  ๔  ประการนี้แล    กุลบุตรบางคนในโลกนี้

ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา  ในธรรมวินัยนี้  จะพึงหวังได้.

จบทุติยภยสูตรที่  ๒

อรรถกถาทุติยภยสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในทุติยภยสูตรที่  ๒  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  อุทโกโรหนฺตสฺส   คือคนผู้ลงสู่น้ำ.    บทว่า   ปาฏิกงฺขิ-

ตพฺพานิ   ได้แก่  พึงปรารถนา.  บทว่า    สุสุกาภย   ได้แก่ภัยคือปลาร้าย.

บทว่า  มุขาวรณ   มญฺเ   กโรนุติ  ความว่า  ภิกษุเหล่านั้น   ย่อมทำเหมือน

ปิดปาก.    บทว่า  โอทริกตฺตสฺส  แปลว่า  ของคนกินจุ  เพราะมีต้องใหญ่.

ในบทว่า  อรกฺขิเตเนว  กาเยน   เป็นต้น    พึงทราบความดังนี้     เธอมีกาย

ไม่รักษาแล้ว   เพราะไม่มีการสำรวม  ๓  อย่างในกายทวาร   มีวาจาไม่รักษาแล้ว

เพราะไม่มีการสำรวม   อย่างในวจีทวาร.

จบอรรถกถาทุติยสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 325

๓.  ปฐมฌานสูตร

 

ว่าด้วยบุคคลผู้เจริญฌาน  ๔  จำพวก

[๑๒๓]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุคคล ๔ จำพวกนี้     มีปรากฏอยู่ใน

โลก   ๔  จำพวกเป็นไฉน ?   คือ  บุคคลบางคนในโลกนี้    สงัดจากกาม  สงัด

จากอกุศลธรรม  บรรลุปฐมฌาน  มีวิตก  มีวิจาร  มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

บุคคลนั้นพอใจ   ชอบใจปฐมฌานนั้น     และถึงความปลื้มใจด้วยปฐมฌานนั้น

ตั้งอยู่ในปฐมฌานนั้น    น้อมใจไปในปฐมฌานนั้น   อยู่จนคุ้นด้วยปฐมฌานนั้น

ไม่เสื่อม เมื่อกระทำกาละ  ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าพรหมกายิกา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       กัปหนึ่งเป็นประมาณอายุของเทวดาเหล่าพรหมกายิกา

ปุถุชนดำรงอยู่ในชั้นพรหมกายิกานั้น    ตราบเท่าตลอดอายุ    ยังประมาณอายุ

ทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว  ย่อมเข้าถึงนรกบ้าง   กำเนิดเดรัจฉาน

บ้าง   เปรตวิสัยบ้าง  ส่วนสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า    ดำรงอยู่ในชั้นพรหม

นั้นตราบเท่าสิ้นอายุ    ยังประมาณอายุของเทวดาเหล่านั้นทั้งหมดให้สิ้นไปแล้ว

ย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   นี่เป็นความผิดแผกแตกต่าง

กัน  ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ  คือ   ในเมื่อคติ  อุบัติ

มีอยู่.

อีกประการหนึ่ง   บุคคลบางคนในโลกนี้    บรรลุทุติยฌาน  มีความ

ผ่องใสแห่งจิตในภายใน   เป็นธรรมเอกผุดาขึ้น   ไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร   เพราะ

วิตกวิจารสงบไป     มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่    บุคคลนั้นพอใจ    ชอบใจ

ทุติยฌานนั้น     และถึงความปลื้มใจด้วยทุติยฌานนั้น    ตั้งอยู่ในทุติยฌานนั้น

น้อมใจไปในทุติยฌานนั้น   อยู่จนคุ้นด้วยทุติยฌานนั้น  ไม่เสื่อม  เมื่อกระทำ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 326

กาละ  ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาพวกอาภัสสระ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

๒  กัปเป็นประมาณอายุของเทวดาเหล่าอาภัสสระ ปุถุชนดำรงอยู่ในชั้นอาภัสสระ

ตราบเท่าตลอดอายุ     ยังประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว

ย่อมเข้าถึงนรกบ้าง   กำเนิดดิรัจฉานบ้าง   เปรตวิสัยบ้าง   ส่วนสาวกของพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้า   ดำรงอยู่ในชั้นอาภัสสระนั้น    ตราบเท่าตลอดอายุ  ยังประมาณ

อายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว       ย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    นี้แล    เป็นความพิเศษผิดแผกแตกต่างกัน      ระหว่าง

อริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ   คือในเมื่อคติ  อุบัติ   มีอยู่.

อีกประการหนึ่ง  บุคคลบางคนในโลกนี้   มีอุเบกขา   มีสติสัมปชัญญะ

เสวยสุขด้วยนามกาย   เพราะปีติสิ้นไป   บรรลุตติยฌาน   ที่พระอริยทั้งหลาย

สรรเสริญว่า  ผู้ได้ฌานนี้    เป็นผู้มีอุเบกขา   มีสติอยู่เป็นสุข   บุคคลนั้นพอใจ

ชอบใจตติยฌานนั้น    และถึงความปลื้มใจด้วยตติยฌานนั้น   ตั้งอยู่ในตติยฌาน

นั้น  น้อมใจไปในตติยฌานนั้น   อยู่จนคุ้นด้วยตติยฌานนั้น   ไม่เสื่อม   เมื่อ

กระทำกาละ   ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าสุภกิณหะ   ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย  ๔  กัปเป็นประมาณอายุของเทวดาเหล่าสุภกิณหะ   ปุถุชนดำรงอยู่ใน

ชั้นสุภกิณหะนั้นตราบเท่าตลอดอายุ   ยังประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้น

ให้สิ้นไปแล้ว   ย่อมเข้าถึงนรกบ้าง  กำเนิดดิรัจฉานบ้าง   เปรตวิสัยบ้าง   ส่วน

สาวกของพระมีพระภาคเจ้า  ดำรงอยู่ในชั้นสุภกิณหะนั้น    ตราบเท่าตลอดอายุ

ยังประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว      ย่อมปรินิพพานใน

ภพนั้นเอง    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้แลเป็นความพิเศษ    ผิดแผกแตกต่างกัน

ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ  คือ  ในเมื่อคติ  อุบัติ  มีอยู่.

อีกประการหนึ่ง   บุคคลบางคนในโลกนี้    บรรลุจตุตถฌานไม่มีทุกข์

ไม่มีสุข    เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ  ได้     มีอุเบกขา


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 327

เป็นเหตุ  ให้สติบริสุทธิ์อยู่   บุคคลนั้นพอใจ   ชอบใจจตุตถฌานนั้น    และถึง

ความปลื้มใจด้วยจตุตถฌานนั้น   ตั้งอยู่ในจตุตถฌานนั้น  น้อมใจไปในจตุตถ-

ฌานนั้น   อยู่จนคุ้นด้วยจตตุถฌานนั้น   ไม่เสื่อม   เมื่อกระทำกาละ   ย่อมเข้า

ถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าเวหัปผละ      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ๕๐๐  กัป

เป็นประมาณอายุของเทวดาเหล่าเวหัปผละ   ปุถุชนดำรงอยู่ในชั้นเวหัปผละนั้น

ตราบเท่าตลอดอายุ     ยังประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว

ย่อมเข้าถึงนรกบ้าง   กำเนิดดิรัจฉานบ้าง    เปรตวิสัยบ้าง   ส่วนสาวกของพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้า   ดำรงอยู่ในชั้นเวหัปผละนั้น   ตราบเท่าตลอดอายุ   ยังประมาณ

อายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว        ย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    นี้แลเป็นความพิเศษผิดแผกแตกต่างกัน   ระหว่างอริย-

สาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ  คือ  ในเมื่อคติ  อุบัติมีอยู่.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคล  ๔  จำพวก  นี้แล  มีปรากฏอยู่ในโลก.

จบปฐมฌานสูตรที่  ๓

อรรถกถาปฐมฌานสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในปฐมฌานสูตรที่  ๓  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า    ตทสฺสาเทติ   ความว่า    ย่อมติดใจฌานนั้นด้วยติดใจสุข.

บทว่า  นิกาเมติ   แปลว่า   ยังปรารถนา.   บทว่า   วิตฺตึ    อาปชฺชติ  คือ

ถึงความยินดี.  บทว่า   ตทธิมุตฺโต  คือ   ปักใจในฌานนั้น  หรือน้อมใจไปสู่

ฌานนั้น.    บทว่า   ตพฺพหุลวิหารี    ได้แก่  อยู่มากด้วยฌานนั้น.  บทว่า

สหพฺยต   อุปปชฺชติ  ความว่า  ย่อมไปอยู่ร่วมกัน  คือ  ย่อมเกิดในในเทวดา

เหล่าเวหัปผละนั้น.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 328

ในบทว่า   กปฺโป  อายุปฺปมาณ   นี้   ปฐมฌาณมีอย่างต่ำ  มีปานกลาง

และประณีต.   ในปฐมฌานนั้น    ส่วนที่สามแห่งกัปเป็นประมาณอายุของเทวดา

ผู้เกิดขึ้นด้วยปฐมฌานอย่างต่ำ          ครึ่งกัปของเทวดาผู้เกิดขึ้นด้วยปฐมฌาน

ปานกลาง    หนึ่งกัปของเทวดาผู้เกิดขึ้นด้วยปฐมฌานประณีต.  ท่านกล่าวคำนี้

หมายถึงข้อนั้น.  บทว่า   นิรยปิ   คจฺฉติ   ความว่า  ผู้ที่ยังเป็นปุถุชน   ย่อม

วนเวียนอยู่  เพราะกรรมที่จะต้องไปนรกเขายังละไม่ได้   แต่จะไม่ใช่ต่อเนื่องกัน.

บทว่า  ตสฺมึเยว  ภเว ปรินิพฺพายติ  ความว่า  สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า

อยู่ในรูปภพนั้นแล้ว    ย่อมปรินิพพาน    จะไม่ลงไปเบื้องต่ำ   บทว่า   ยทิท

คติยา  อุปปตฺติยา  สติ  ความว่า   เมื่อคติอุปบัติมีอยู่.  อธิบายว่า  อริยสาวก

ผู้เป็นพระเสขะไม่ตกต่ำด้วยอำนาจปฏิสนธิ   ปรินิพพานในรูปภพนั้นนั่นแหละ

คือในพรหมโลกชั้นสูงขึ้นไป  เพราะทุติยฌานเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง   ส่วน

ปุถุชนย่อมไปนรกเป็นต้นได้  นี้เป็นเหตุต่างกัน.

แม้ในบทว่า   เทฺว   กปฺปา  นี้  ทุติยฌานก็มีสามอย่าง    โดยนัยที่

กล่าวแล้วนั่นเอง.  ในทุติยฌานนั้น   ๘  กัปเป็นประมาณอายุของเทวดาผู้บังเกิด

ด้วยทุติยฌานประณีต    ๔  กัปด้วยทุติยฌานปานกลาง   ๒  กัปด้วยทุติยฌาน

อย่างต่ำ  ท่านกล่าวคำนี้หมายถึงข้อนั้น.    ในบทว่า   จตฺตาโร    กปฺปา  นี้

พึงนำคำที่กล่าวไว้ในหนหลังว่า    กปฺโป  เทฺว   กปฺปา   ดังนี้  มาอธิบายก็จะ

ทราบได้.   บทว่า    กปฺโป   เป็นชื่อแม้ของการคูณ  ๔  ครั้ง   เพราะฉะนั้น

พึงเห็นเนื้อความในข้อนี้ดังนี้ว่า   หนึ่งกัป   สองกัป   สี่กัป.    ท่านอธิบายว่า

กัปใดที่ท่านกล่าวแล้วเป็นครั้งแรก นับกัปนั้น   ๒ ครั้ง  เอาหนึ่งคูณเป็น ๒ กัป

เอาสองคูณเป็นสี่กัป.    อีกสี่กัปเหล่านั้นคูณ  ๒  คูณเป็น  ๔  คูณกัปเหล่านั้น

เพราะฉะนั้น    เอา ๔  คูณเป็นแปดกัป   เอาสองคูณเป็น  ๑๖  เป็น  ๓๒ เป็น ๖๔


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 329

พึงทราบว่า   ๖๔   กัป     ท่านถือเอาด้วยอำนาจประณีตฌานในที่นี้อย่างนี้.

บทนี้ว่า  ปญฺจ  กปฺปสตานิ  ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งอุปปัตติฌานที่ประณีต

เท่านั้น    อนึ่ง    ประมาณอายุเท่านี้ในเวหัปผละ    เพราะพรหมโลกชั้นละสาม

ไม่มีเหมือนในปฐมฌานภูมิเป็นต้น   เพราะฉะนั้น  ท่านจึงกล่าวอย่างนี้.

จบอรรถกถาปฐมฌานสูตรที่ ๓

๔.  ทุติยฌานสูตร

ว่าด้วยบุคคลผู้เจริญฌาน  ๔ จำพวก

[๑๒๔]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคล  ๔ จำพวกนี้   มีปรากฏอยู่ในโลก

๔ จำพวกเป็นไฉน คือ  บุคคลบางคนในโลกนี้   สงัดจากกาม   สงัดจากอกุศล

ธรรม   บรรลุปฐมฌาน  มีวิตก   มีวิจาร  มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่  รูป  เวทนา

สัญญา   สังขาร   วิญญาณอันใด   มีอยู่ในปฐมฌานนั้น    บุคคลนั้นพิจารณา

เห็นธรรมเหล่านั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นดังโรค   เป็นดัง

หัวผี  เป็นดังลูกศร  เป็นของทนได้ยาก เป็นของเบียดเบียน  เป็นของไม่เชื่อฟัง

เป็นของต้องทำลายไป   เป็นของว่างเปล่า   เป็นของไม่ใช่ตน   บุคคลนั้นเมื่อ

ตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าสุทธาวาส ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ความอุบัตินี้แลไม่ทั่วไปถึงปุถุชน.

อีกประการหนึ่ง  บุคคลบางคนในโลกนี้  บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุ

ตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน  ไม่มีทุกข์  ไม่มีสุข  เพราะละสุขละทุกข์และ

ดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้   มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่  รูป  เวทนา

สัญญา สังขาร วิญญาณอันใด  มีอยู่ในจตุตถฌานนั้น   บุคคลนั้นย่อมพิจารณา


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 330

เห็นธรรมเหล่านั้น    โดยความเป็นของไม่เที่ยง  เป็นทุกข์ เป็นดังโรค  เป็นดัง

หัวผี    เป็นดังลูกศร   เป็นของทนได้ยาก    เป็นของเบียดเบียน   เป็นของไม่

เชื่อฟัง  เป็นของต้องทำลายไป   เป็นของว่างเปล่า  เป็นของไม่ใช่ตน   บุคคล

นั้นเมื่อตายไป  ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าสุทธาวาส ดูก่อนภิกษุ-

ทั้งหลาย     ความอุบัตินี้แลไม่ทั่วไปถึงปุถุชน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคล ๔ จำพวกนี้  มีปรากฏอยู่ในโลก

จบทุติยฌานสูตรที่  ๔

อรรถกถาทุติยฌานสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในทุติยฌานสูตรที่  ๔  ดังต่อไปนี้ :-

รูปนั้นแหละ   ชื่อว่า   รูป.   แม้ในบทที่เหลือ   ก็นัยนี้แล     ในบท

เป็นต้นว่า   อนิจฺจโต    มีวินิจฉัยว่า   บุคคลนั้นพิจารณาเห็นธรรมเหล่านั้น

โดยความเป็นของไม่เที่ยง   ด้วยอรรถว่ามีแล้วไม่มี.    เป็นดังโรคด้วยอรรถว่า

ป่วยไข้  เป็นดังหัวฝีด้วยอรรถว่าประทุษร้ายภายใน   เป็นดังลูกศรด้วยอรรถว่า

แทงเข้าไป เป็นความลามก  ด้วยอรรถว่ามีความทนทุกข์   เป็นอาพาธด้วยอรรถว่า

บีบคั้น  เป็นอื่นด้วยอรรถว่า  ว่าไม่เชื่อฟัง  เป็นของต้องทำลายไปด้วยอรรถว่า

ย่อยยับ   เป็นของว่างเปล่าด้วยอรรถว่า   มิใช่สัตว์   เป็นของมิใช่ตนด้วยอรรถว่า

ไม่อยู่ในอำนาจ.  ก็ในข้อนี้พึงทราบว่า  ท่านกล่าวอนิจจลักษณะด้วยสองบทว่า

อนิจฺจโต   ปโลกโต.    ท่านกล่าวอนัตตลักขณะด้วยสอง  บทว่า   สุญฺโต

อนตฺถโต.  ท่านกล่าวทุกขลักขณะด้วยบทที่เหลือ.  บทว่า  สมนุปสฺสติ  คือ

พิจารณาเห็นด้วยฌาน. บุคคลเมื่อยกเบญจขันธ์ขึ้นสู่ไตรลักษณ์ พิจารณาเห็นอยู่


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 331

ย่อมทำให้เเจ้งซึ่งมรรคสาม   ผลสาม.   บทว่า  สุทฺธาวาสาน   เทวาน   สหพฺยต

อุปปชฺชติ  ความว่า  บุคคลผู้ดำรงอยู่ในชั้นสุทธาวาสนั้น    ต้องเจริญจตุตถฌาน

แล้ว    จึงจะเกิดขึ้น.

จบอรรถกถาทุติยฌานสูตรที่  ๔

๕.  ปฐมเมตตาสูตร

ว่าด้วยผู้เจริญอัปปมัญญา  ๔  จำพวก

[๑๒๕]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคล ๔ จำพวกนี้  มีปรากฏอยู่ในโลก

๔  จำพวกเป็นไฉน ?    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุคคลบางคนในโลกนี้     มีใจ

ประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่   ทิศที่สอง  ที่สาม  ที่สี่ก็เหมือนกัน

ตามนัยนี้     ทั้งเบื้องบน    เบื้องล่าง    เบื้องขวาง   แผ่ไปตลอดโลก  ทั่วสัตว์

ทุกเหล่า   ในที่ทุกสถาน  ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์  ถึงความเป็นใหญ่

หาประมาณมิได้   ไม่มีเวร  ไม่มีความเบียดเบียนอยู่   บุคคลนั้นพอใจ   ชอบใจ

เมตตาฌานและถึงความปลื้มใจด้วยเมตตาฌานนั้น    ยับยั้งอยู่ในเมตตาฌานนั้น

น้อมใจไปในเมตตาฌานนั้น     อยู่จนคุ้นด้วยเมตตาฌานนั้น   ไม่เสื่อม    เมื่อ

กระทำกาละ    ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าพรหมกายิกา   ดูก่อน-

ภิกษุทั้งหลาย   กัปหนึ่งเป็นประมาณอายุของเทวดาเหล่าพรหมกายิกา    ปุถุชน

ดำรงอยู่ในชั้นพรหมกายิกานั้น   ตราบเท่าตลอดอายุ   ยังประมาณอายุทั้งหมด

ของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว      ย่อมเข้าถึงนรกบ้าง    กำเนิดดิรัจฉานบ้าง

เปรตวิสัยบ้าง  ส่วนสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า   ดำรงอยู่ในชั้นพรหมกายีกา

นั้นตราบเท่าตลอดอายุ ยังประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 332

ย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   นี้เป็นความพิเศษผิดแผก

แตกต่างกัน     ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ    คือ  ในเมื่อ

คติอุบัติมีอยู่.

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้   มีใจประกอบด้วยกรุณาแผ่ไป

ตลอดทิศหนึ่งอยู่   ทิศที่สอง  ที่สาม  ที่สี่ก็เหมือนกัน   ตามนัยนี้  ทั้งเบื้องบน

เบื้องล่าง  เบื้องขวาง  แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกเหล่า   ในที่ทุกสถาน   ด้วยใจ

ประกอบด้วยกรุณาอันไพบูลย์  ถึงความเป็นใหญ่   หาประมาณมิได้   ไม่มีเวร

ไม่มีความเบียดเบียนอยู่    บุคคลนั้นพอใจ    ชอบใจกรุณาฌานนั้น     และถึง

ความปลื้มใจด้วยกรุณาฌานนั้น      ยับยั้งอยู่ในกรุณาฌานนั้น       น้อมใจไปใน

กรุณาฌานนั้น  อยู่จนคุ้นด้วยกรุณาฌานนั้น    ไม่เสื่อม  เมื่อการทำกาละ  ย่อม

เข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าอาภัสสระ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ๒ กัปเป็น

ประมาณอายุของเทวดาเหล่าอาภัสสระ       ปุถุชนดำรงอยู่ในชั้นอาภัสสระนั้น

ตราบเท่าตลอดอายุ     ยังประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว

ย่อมเข้าถึงนรกบ้าง  กำเนิดดิรัจฉานบ้าง  เปรตวิสัยบ้าง  ส่วนสาวกของพระผู้มี-

พระภาคเจ้า   ดำรงอยู่ในชั้นอาภัสสระนั้นตราบเท่าตลอดอายุ    ยังประมาณอายุ

ทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว  ย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง   ดูก่อน.

ภิกษุทั้งหลาย    นี้เป็นความพิเศษผิดแผกแตกต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับ

กับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ  คือ  ในเมื่อคติ  อุบัติมีอยู่.

อีกประการหนึ่ง     บุคคลบางคนในโลกนี้    มีใจประกอบด้วยมุทิตา

แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่   ทิศที่สอง   ที่สาม   ที่สี่ก็เหมือนกัน   ตามนัยนี้  ทั้ง

เบื้องบน   เบื้องล่าง   เบื้องขวาง   แผ่ไปตลอดโลก   ทั่วสัตว์ทุกเหล่า  ในที่

ทุกสถาน  ด้วยใจประกอบด้วยมุทิตาอันไพบูลย์  ถึงความเป็นใหญ่  หาประมาณ

มิได้  ไม่มีเวร  ไม่มีความเบียดเบียนอยู่   บุคคลนั้นพอใจ  ชอบใจมุทิตาฌาน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 333

นั้น    และถึงความปลื้มใจด้วยมุทิตาฌานนั้น   ยับยั้งอยู่ในมุติตาฌานนั้น  น้อมใจ

ไปในมุทิตคาฌานนั้นอยู่จนคุ้นด้วยมุทิตาฌานนั้น    ไม่เสื่อม    เมื่อกระทำกาละ

ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าสุภกิณหะ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ๔ กัป

เป็นประมาณอายุของเทวดาเหล่าสุภกิณหะ   ปุถุชนดำรงอยู่ในชั้นสุภกิณหะนั้น

ตราบเท่าตลอดอายุ     ยังประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว

ย่อมเข้าถึงนรกบ้าง   กำเนิดดิรัจฉานบ้าง   เปรตวิสัยบ้าง    ส่วนสาวกของพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้า   ดำรงอยู่ในชั้นสุภกิณหะนั้น   ตราบเท่าตลอดอายุ  ยังประมาณ

อายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว       ย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้เป็นความพิเศษผิดแผกแตกต่างกัน     ระหว่างอริยสาวก

ผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ  คือ  ในเมื่อคติ   อุบัติมีอยู่.

อีกประการหนึ่ง    บุคคลบางคนในโลกนี้     มีใจประกอบด้วยอุเบกขา

แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่   ทิศที่สอง  ที่สาม  ที่สี่ก็เหมือนกัน  ตามนัยนี้  ทั้งเบื้องบน

เบื้องล่าง    เบื้องขวาง    แผ่ไปตลอดโลก    ทั่วสัตว์ทุกเหล่า   ในที่ทุกสถาน

ด้วยใจประกอบด้วยอุเบกขาอัน ไพบูลย์    ถึงความเป็นใหญ่    หาประมาณมิได้

ไม่มีเวร    ไม่มีความเบียดเบียนอยู่   บุคคลนั้นพอใจ  ชอบใจอุเบกขาฌานนั้น

และถึงความปลื้มใจด้วยอุเบกขาฌานนั้น    ยับยั้งอยู่ในอุเบกขาฌานนั้น  น้อมใจ

ไปในอุเบกขาฌานนั้น    อยู่จนคุ้นด้วยอุเบกขาฌานนั้น  ไม่เสื่อม  เมื่อกระทำ

กาละ  ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาชั้นเวหัปผละ   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

๕๐๐  กัปเป็นประมาณอายุของเทวดาเหล่าเวหัปผละ ปุถุชนดำรงอยู่ในเวหัปผละ

นั้นตราบเท่าตลอดอายุ   ยังประมาณอายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว

ย่อมเข้าถึงนรกบ้าง  กำเนิดดิรัจฉานบ้าง   เปรตวิสัยบ้าง   ส่วนสาวกของพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้า    ดำรงอยู่ในชั้นเวหัปผละนั้นตราบเท่าตลอดอายุ   ยังประมาณ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 334

อายุทั้งหมดของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปแล้ว       ย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    นี้เป็นความพิเศษผิดแผกแตกต่างกันระหว่างอริยสาวกผู้

ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ    คือ  ในเมื่อคติ  อุบัติมีอยู่.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบุคคล  ๔  จำพวกนี้แล  มีปรากฏในโลก.

จบปฐมเมตตาสูตรที่  ๕

อรรถกถาปฐมเมตตาสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในปฐมเมตตาสูตรที่  ๕  ดังต่อไปนี้ :-

เมตตาทรงแสดงด้วยอำนาจปฐมฌาน   กรุณาเป็นต้น   ทรงแสดงด้วย

อำนาจทุติยฌานเป็นต้น.

จบอรรถกถาปฐมเมตตาสูตรที่ ๕

๖.  ทุติยเมตตาสูตร

ว่าด้วยผู้เจริญอัปปมัญญา  ๔ จำพวก

[๑๒๖]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคล ๔ จำพวกนี้  มีปรากฏอยู่ในโลก

๔  จำพวกเป็นไฉน ?    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุคคลบางคนในโลกนี้    มีใจ

ประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่   ทิศที่สอง  ที่สาม  ที่สี่ก็เหมือนกัน

ตามนัยนี้   ทั้งเบื้องบน  เบื้องล่าง  เบื้องขวาง  แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า

ในที่ทุกสถาน   ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์   ถึงความเป็นใหญ่  หา

ประมาณมิได้  ไม่มีเวร  ไม่มีความเบียดเบียนอยู่  รูป  เวทนา  สัญญา สังขาร

วิญญาณ  อันใด  มีอยู่ในเมตตาฌานนั้น   บุคคลนั้นพิจารณาเห็นธรรมเหล่านั้น

โดยความเป็นของไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นดังโรค  เป็นดังหัวฝี  เป็นดังลูกศร


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 335

เป็นของทนได้ยาก    เป็นของเบียดเบียน    เป็นของไม่เชื่อฟัง    เป็นของต้อง

ทำลายไป    เป็นของว่างเปล่า    เป็นของไม่ใช่ตน    บุคคลนั้น    เมื่อตายไป

ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าสุทธาวาส        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ความอุบัตินี้แลไม่ทั่วไปด้วยปุถุชน.

อีกประการหนึ่ง  บุคคลบางคนในโลกนี้    มีใจประกอบด้วยกรุณา...

อีกประการหนึ่ง  บุคคลบางคนในโลกนี้   มีใจประกอบด้วยมุทิตา...

อีกประการหนึ่ง    บุคคลบางคนในโลกนี้   มีใจประกอบด้วยอุเบกขา

แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่   ทิศที่สอง   ที่สาม   ที่สี่ก็เหมือนกัน    ตามนัยนี้    ทั้ง

เบื้องบน    เบื้องล่าง    เบื้องขวาง    แผ่ไปตลอดโลก    ทั่วสัตว์ทุกเหล่า   ในที่

ทุกสถาน    ด้วยใจประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์    ถึงความเป็นใหญ่    หา

ประมาณมิได้  ไม่มีเวร  ไม่มีความเบียดเบียนอยู่  รูป  เวทนา  สัญญา สังขาร

วิญญาณ อันใด มีอยู่ในอุเบกขาฌานนั้น  บุคคลนั้น  พิจารณาเห็นธรรมเหล่านั้น

โดยความเป็นของไม่เที่ยง  เป็นทุกข์   เป็นดังโรค   เป็นดังหัวฝี   เป็นดังลูกศร

เป็นของทนได้ยาก    เป็นของเบียดเบียน    เป็นของไม่เชื่อฟัง    เป็นของต้อง

ทำลายไป   เป็นของว่างเปล่า   เป็นของไม่ใช่ตน   บุคคลนั้นเมื่อตายไป   ย่อม

เข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าสุทธาวาส    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ความ

อุบัตินี้แลไม่ทั่วไปด้วยปุถุชน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุคคล ๔ จำพวกนี้แล  มีปรากฏอยู่ในโลก.

จบทุติยเมตตาสูตรที่  ๖

ทุติยเมตตาสูตรที่ ๖  พึงทราบโดยนัยอันกล่าวแล้วในสูตรที่   ๔.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 336

๗.  ปฐมอัจฉริยสูตร

ว่าด้วยความอัศจรรย์  ๔  ในพระตถาคตเจ้า

[๑๒๗]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการย่อม

ปรากฏ  เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ ประการ

เป็นไฉน ?   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เมื่อใด  พระโพธิสัตว์จุติจากชั้นดุสิต  มีสติ

สัมปชัญญะ      เสด็จลงสู่ครรภ์พระมารดา    เมื่อนั้น    แสงสว่างอันโอฬารหา

ประมาณมิได้   ย่อมปรากฏในโลก   พร้อมทั้งเทวโลก   มารโลก   พรหมโลก

ในหมู่สัตว์    พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์    ล่วงเทวานุภาพของ

เทวดาทั้งหลาย    แม้ในโลกันตริกนรกอันโล่งโถง    ไม่มีอะไรปิดบัง    มืดมิด

มองไม่เห็นอะไร  ซึ่งแสงสว่างแห่งพระจันทร์และพระอาทิตย์ที่มีฤทธิ์มีอานุภาพ

มากอย่างนั้นส่องไม่ถึง   แต่แสงสว่างอันยิ่ง   หาประมาณมิได้    ย่อมปรากฏแม้

ในโลกันตริกนรกนั้น    ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย    แม้พวกสัตว์ที่เกิด

ในนรกนั้น     ย่อมจำกันและกันได้ด้วยแสงสว่างนั้นว่า   ท่านผู้เจริญ   ได้ยินว่า

แม้สัตว์เหล่าอื่นผู้เกิดในที่นี้ก็มี  (ไม่ใช่มีแต่เรา)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้เป็น

ความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่ ๑  ย่อมปรากฏ  เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคต

อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.

อีกประการหนึ่ง  เมื่อใด  พระโพธิสัตว์มีสติสัมปชัญญะ    ประสูติจาก

ครรภ์พระมารดา ฯลฯ  ดูก่อนพระภิกษุทั้งหลาย  นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมี

ข้อที่ ๒    ย่อมปรากฏ    เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัม-

พุทธเจ้า.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 337

อีกประการหนึ่ง   เมื่อใด   พระตถาคตตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ

ฯลฯ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่  ๓  ย่อมปรากฏ

เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.

อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระตถาคตประกาศอนุตรธรรมจักร เมื่อนั้น

แสงสว่างอย่างยิ่ง    หาประมาณมิได้    ย่อมปรากฏในโลกพร้อมทั้งเทวโลก

มารโลก  พรหมโลก  ในหมู่สัตว์  พร้อมทั้งสมณพราหมณ์  เทวดาและมนุษย์

ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย     แม้ในโลกันตริกนรกอันโล่งโถง    ไม่มี

อะไรปิดบัง    มืดมิดมองไม่เห็นอะไร     ซึ่งแสงสว่างแห่งพระจันทร์และพระ

อาทิตย์ที่มีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนั้นส่องไม่ถึง     แต่แสงสว่างอย่างยิ่ง     หา

ประมาณมิได้  ย่อมปรากฏแม้ในโลกันตริกนรกนั้น    ล่วงเทวานุภาพของเทวดา

ทั้งหลาย    แม้พวกสัตว์ที่เกิดในนรกนั้น      ย่อมจำกันและกันได้ด้วยแสงสว่าง

นั้นว่า ท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า  แม้สัตว์เหล่าอื่นผู้เกิดในที่นี้ก็มี  (ไม่ใช่มีแต่เรา)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่  ๔  ย่อมปรากฏ  เพราะ

ความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ความอัศจรรย์ไม่เคยมี  ๔   ประการนี้   ย่อม

ปรากฏ    เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.

จบปฐมอัจฉริยสูตรที่  ๗

อรรถกถาปฐมอัจฉริยสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในปฐมอัจฉริยสูตรที่  ๗  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  ปาตุภาวา  คือเพราะปรากฏขึ้น.  ในบทว่า   กุจฺฉึ  โอกฺกมตึ

นี้   ความว่า  เป็นผู้ลงสู่ครรภ์แล้ว.    ความจริง    เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นลงแล้ว

แสงสว่างก็เป็นอย่างนั้น   เมื่อกำลังหยั่งลง   แสงสว่างก็เป็นอย่างนั้น.     บทว่า


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 338

อปฺปมาโณ  ได้แก่  มีประมาณเพิ่มขึ้น  คือไพบูลย์กว้างขวาง.  บทว่า อุฬาโร

เป็นไวพจน์ของบทว่า  อปฺปมาโณ  นั้นเอง    ในบทว่า  เทวาน   เทวานุ

ภาว   นี้  ได้แก่ อานุภาพอันหาประมาณมิได้ของเหล่าเทวดา  รัศมีของผ้าที่นุ่ง

แผ่ไปได้ตลอด ๑๒ โยชน์ ของสรีระก็อย่างนั้น  ของวิมานก็อย่างนั้น  อธิบายว่า

ล่วงเทวานุภาพแห่งเทวดานั้น.    บทว่า    โลกนฺตริกา   ความว่า   ที่ว่างใน

ระหว่างสามจักรวาล   จะมีโลกันตริกนรกอยู่แห่งหนึ่ง  เหมือนระหว่างล้อเกวียน

ทั้งสามล้อ   ที่ถึงกันแล้วหรือตั้งจดติดกันและกัน  ก็มีที่ว่างตรงกลาง.   ก็โลกัน-

ตริกนรกนั้น   ว่าโดยประมาณได้แปดพันโยชน์.  บทว่า  อฆา  คือเปิดเป็นนิตย์.

บทว่า  อสวุตา   คือไม่มีฐานที่ตั้งแม้ภายใต้.    บทว่า   อนฺธการา   คือมืด.

บทว่า  อนฺธการติมิสา  ความว่า  ประกอบด้วย  ความมืด   ทำให้เป็นเหมือน

ตาบอดเพราะห้ามการเกิดขึ้นแห่งจักษุวิญญาณ  ได้ยินว่า  จักษุวิญญาณไม่เกิด

ในโลกันตริกนรกนั้น.   บทว่า  เอวมหิทฺธิกาน   ความว่า  ได้ยินว่า  ดวงจันทร์

และดวงอาทิตย์ปรากฏในทวีปทั้งสาม  พร้อมคราวเดียวกัน  จึงมีฤทธิ์มากอย่างนี้

ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ส่องแสงสว่าง   กำจัดมืดได้เก้าแสนโยชน์    ในทิศแต่

ละทิศจึงมีอานุภาพมากอย่างนี้.    บทว่า  อาภา  นานุโภนฺติ    คือแสงสว่าง

ไม่พอ.    ได้ยินว่า    ดวงจันท์และดวงอาทิตย์เหล่านั้น    โคจรไปท่ามกลาง

จักรวาลบรรพต  ล่วงเลยจักรวาลบรรพตไปก็เป็นโลกันตริกนรก   เพราะฉะนั้น

แสงสว่างแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เหล่านั้น  จึงส่องไปไม่ถึงในที่นั้น.

บทว่า  เยปิ   ตตฺถ  สตฺตา   ความว่า   สัตว์แม้เหล่าใดเกิดแล้วใน

โลกันตรมหานรกนั้น    ถามว่า  สัตว์เหล่านั้น   ทำกรรมอะไร  จึงเกิดในโลกัน-

ตริกนรกนั้น.  ตอบว่า  สัตว์ผู้ทำกรรมหนัก  ทารุณต่อมารดาบิดาและความผิด

ร้ายแรงต่อสมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรม  และทำกรรมสาหัสอื่นมีฆ่าสัตว์ทุก ๆ วัน

เป็นต้น  จึงไปเกิดดุจอภัยโจรและนาคโจรเป็นต้น   ในตามพปัณณิทวีป  (ลังกา)


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 339

สัตว์เหล่านั้นมีอัตภาพขนาด  ๓  คาวุต   มีเล็บยาวเหมือนค้างคาว   เอาเล็บเกาะ

ห้อยอยู่ที่เชิงเขาจักรวาล    คล้ายค้างคาวเกาะห้อยอยู่ที่ต้นไม้ฉะนั้น      เมื่อมือ

เปะปะไปถูกกันและกันเข้า     ต่างก็สำคัญว่าเราได้เหยื่อแล้ว     ดังนี้      แล่นไล่

หมุนไปรอบ ๆ   ก็พลัดตกไปในน้ำรองโลก   คล้ายผลมะซางเมื่อถูกลมประหาร

อยู่ก็ขาดตกไปในน้ำ     พอตกลงไปถึงก็เปื่อยย่อยไปในน้ำกรด      ราวกะ

แป้งตกน้ำละลายไปฉะนั้น .     บทว่า   อญฺเปิ  กิร  โภ  สนฺติ  สตฺตา

ความว่า  สัตว์เหล่านั้นเห็นกันในวันนั้น   จึงได้รู้ว่า   ได้ยินว่า   สัตว์เหล่าอื่น

มาเกิดในที่นี้    เพื่อเสวยทุกข์นี้    เหมือนเราทั้งหลายเสวยทุกข์ใหญ่อยู่ฉะนั้น.

แต่แสงสว่างนี้จะสว่างอยู่แม้เพียงดื่มยาคูอีกหนึ่งก็หามิได้  สว่างอยู่ชั่วเวลาที่สัตว์

หลับแล้วตื่นขึ้นอารมณ์แจ่มใสฉะนั้น .    ส่วนพระทีฆภาณกาจารย์    กล่าวว่า

แสงสว่างนั้น  ส่องเพียงพอสัตว์พูดว่านี้อะไร  ก็หายไป  คล้ายแสงสว่างฟ้าแลบ

ชั่วลัดนิ้วมือเท่านั้น.

จบอรรถกถาปฐมอัจฉริยสูตรที่  ๗

๘.  ทุติยอัจฉริยสูตร

ว่าด้วยความอัศจรรย์  ๔  ในพระตถาคตเจ้า

[๑๒๘]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       ความอัศจรรย์ไม่เคยมี  ๔  ประการ

ย่อมปรากฏ     เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  ๔

ประการเป็นไฉน ?     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    หมู่สัตว์ผู้มีอาลัย    (คือกามคุณ)

เป็นที่รื่นรมย์  ยินดีในอาลัย   บันเทิงในอาลัย   เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอัน

หาความอาลัยมิได้อยู่  หมู่สัตว์นั้นย่อมฟังด้วยดี   เงี่ยโสตสดับ  ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 340

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่  ๑  ย่อมปรากฏ  เพราะ

ความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  หมู่สัตว์ผู้มีมานะ  (ความถือตัว)  เป็นที่รื่นรมย์

ยินดีในมานะ     บันเทิงในนานะ     เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอันเป็นเครื่อง

ปราบปรามมานะอยู่  หมู่สัตว์นั้นย่อมฟังด้วยดี   เงี่ยโสตสดับ  ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่  ๒  ย่อมปรากฏ   เพราะ

ความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  หมู่สัตว์ผู้มีความไม่สงบเป็นที่รื่นรมย์  ยินดีแล้ว

ในความไม่สงบ  บันเทิงในความไม่สงบ  เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอันกระทำ

ความสงบอยู่.     หมู่สัตว์นั้นย่อมฟังด้วยดี    เงี่ยโสตสดับ      ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เลยมีข้อที่ ๓ ย่อมปรากฏ   เพราะ

ความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  หมู่สัตว์ผู้ตกอยู่ในอวิชชา  เป็นผู้มืด  ถูกอวิชชา

รัดรึงไว้  เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอัน เป็นเครื่องปราบปรามอวิชชาอยู่   หมู่

สัตว์นั้นย่อมฟังด้วยดี   เงี่ยโสตสดับ   ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีข้อที่  ๔  ย่อมปรากฏ   เพราะความปรากฏแห่งพระ

ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมี  ๔  ประการนี้  ย่อมปรากฏ

เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.

จบทุติยอัจฉริยสูตรที่  ๘


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 341

อรรถกถาทุติยอัจฉริยสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอัจฉริยสูตรที่  ๘  ดังต่อไปนี้ :-

เบญจกามคุณหรือวัฏฏะทั้งสิ้น    ชื่อว่า  อาลัย   เพราะอรรถว่า

พึงถูกตัณหาและทิฏฐิยึดไว้.  ชื่อว่า  อารามะ  เพราะเป็นที่ยินดี.  อาลัยเป็นที่

ยินดีของหมู่สัตว์นี้  เหตุนั้น  หมู่สัตว์นี้จึงชื่ออาลยารามะมีอาลัยเป็นที่ยินดี.ชื่อว่า

อาลยรตะเพราะยินดีแล้วในอาลัย. ชื่อว่าอาลยสัมมุทิตะ  เพราะบันเทิงแล้วใน

อาลัย. บทว่า  อนาลเย   ธมฺเม ความว่า อริยธรรมอาศัยวิวัฏฏนิพพานที่ตรงกัน

ข้ามกับอาลัย.  บทว่า สุสฺสุสติ  คือเป็นผู้ใคร่จะฟัง.   บทว่า  โสต โอทหติ

แปลว่า  เงี่ยโสต.   บทว่า  อญฺาจิตฺต  อุปฏฺเปติ  ความว่า  เข้าไปตั้งจิต

เพื่อจะรู้ทั่วถึงธรรม.  บทว่า มาโน  คือ  ความสำคัญ   หรือวัฏฏะทั้งสิ้นนั้นแล

ชื่อว่ามานะ  เพราะอรรถว่าหมู่สัตว์พึงสำคัญ.  บทว่า มานวินเย   ธมฺเม  คือ

ธรรมที่เป็นเครื่องกำจัดเสียซึ่งมานะ.  ธรรมที่ตรงกันข้ามกับความสงบ   ชื่อว่า

อนุปสมณะหรือวัฏฏะนั่นเอง  ชื่อว่าอนุปสมะ เพราะอรรถว่าไม่สงบแล้ว. บทว่า

โอปสมิเก   ได้แก่   ธรรมที่ทำความสงบคืออาศัยวิวัฏฏะคือนิพพาน.     ชื่อว่า

อวิชชาคตะ  เพราะไปคือประกอบด้วยอวิชชา.   ชื่อว่าอันธภูตะ  เพราะเป็น

ดุจคนตาบอด เพราะถูกกองมืดคืออวิชชาปกคลุมไว้. ชื่อว่าปรโยนัทธา เพราะ

หุ้มไว้รอบด้าน.  ในบทว่า  อวิชฺชาวินเย  พระอรหัตเรียกว่าธรรมเป็นเครื่อง

กำจัดอวิชชา  เมื่อธรรมที่อาศัยธรรมเป็นเครื่องกำจัดอวิชชานั้น  อันพระตถาคต

แสดงอยู่.   ในสูตรนี้ตรัสวัฏฏะไว้  ๔  ฐานะ     ตรัสวิวัฏฏะไว้ ๔ ฐานะ   ด้วย-

ประการฉะนี้.

จบอรรถกถาทุติยอัจฉริยสูตรที่  ๘


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 342

๙. ตติยอัจฉริยสูตร

ว่าด้วยความอัศจรรย์  ๔  ในพระอานนท์

[๑๒๙]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ความอัศจรรย์ไม่เคยมี  ๔  ประการนี้

ในพระอานนท์  ๔  ประการเป็นไฉน ?    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ถ้าภิกษุ-

บริษัทเข้าไปเพื่อเห็นอานนท์       ภิกษุบริษัทนั้นย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยการเห็น

ถ้าอานนท์กล่าวธรรมในบริษัทนั้น    ภิกษุบริษัทนั้น   ย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยคำที่

กล่าวนั้น  ภิกษุบริษัทนั้นเป็นผู้ไม่อิ่มเลย  ถ้าอานนท์เป็นผู้นิ่ง.

ถ้าภิกษุณีบริษัทเข้าไปเพื่อเห็นอานนท์...

ถ้าอุบาสกบริษัทเข้าไปเพื่อเห็นอานนท์...

ถ้าอุบาสิกาบริษัทเข้าไปเพื่อเห็นอานนท์   อุบาสิกาบริษัทนั้นย่อมมีใจ

ยินดี   แม้ด้วยการเห็น  ถ้าอานนท์กล่าวธรรมในบริษัทนั้น   อุบาสิกาบริษัทนั้น

ย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยคำที่กล่าวนั้น   อุบาสิกาบริษัทนั้นเป็นผู้ไม่อิ่มเลย  ถ้าอานนท์

เป็นผู้นิ่ง.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ความอัศจรรย์ไม่เคยมี   ๔  ประการนี้แล  ใน

พระอานนท์.

จบตติยอัจฉริยสูตรที่ ๙

อรรถกถาตติยอัจฉริยสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในตติยอัจฉริยสูตรที่  ๙  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  ภิกฺขุปริสา  อานนฺท  ทสฺสนาย  ความว่า  ภิกษุเหล่าใด

ประสงค์จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า      ก็เข้าไปหาพระเถระ     หรือภิกษุเหล่าใด

ได้ฟังคุณความดีของพระเถระว่า ได้ยินว่า  ท่านพระอานนท์น่าเลื่อมใสรอบด้าน


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 343

งานน่าชม  เป็นพหูสูต   เป็นธรรมกถึก  ผู้ทำหมู่ให้งามดังนี้  จึงพากันมา  ทรง-

หมายถึงภิกษุเหล่านั้น    จึงตรัสว่า  ภิกษุบริษัทไปเยี่ยมอานนท์  ดังนี้ .   ในบท

ทุกบทก็นัยนี้.  บทว่า  อตฺตมนา  ความว่า   ภิกษุบริษัทนั้นมีใจชื่นชม  คือ

มีจิตยินดีว่า  การเห็นของเราสมกับการฟังมา.  บทว่า   ธมฺม  ความว่า  ท่าน

กล่าวธรรมต้อนรับเห็นปานนี้ว่า  ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  สบายดีหรือ  พอยังชีพ

เป็นไปได้อยู่หรือ     ท่านทั้งหลาย     ยังทำกิจกรรมในโยนิโสมนสิการอยู่หรือ

ท่านยังบำเพ็ญอาจริยวัตรและอุปัชฌายวัตรอยู่หรือดังนี้.  บรรดาบุคคลเหล่านั้น

ในภิกษุณีก็จะกล่าวปฏิสันถารต่างกันดังนี้ว่า   น้องหญิงทั้งหลาย   ท่านทั้งหลาย

ยังสมาทานครุธรรม  ๘  ประพฤติอยู่หรือดังนี้.  ในอุบาสกทั้งหลาย  ท่านจะไม่

ทำปฏิสันการอย่างนี้    ด้วยคำว่า   อุบาสกมาดีแล้ว    ท่านไม่ปวดศีรษะ  หรือ

อวัยวะบ้างหรือ    บุตรพี่น้องชายของท่านไม่มีโรคภัยหรือดังนี้    แต่ท่านจะทำ

ปฏิสันถารอย่างนี้ว่า   อุบาสกเป็นอย่างไร    จงรักษาสรณะ  ๓  ศีล  ๕  จงทำ

อุโบสถเดือนละ  ๘  ครั้งไว้เถิด     จงเลี้ยงดูมารดาบิดา    จงบำรุงสมณพราหมณ์

ผู้ทรงธรรมเถิดดังนี้.  แม้ในอุบาสิกาทั้งหลายก็นัยนี้แล.

จบอรรถกถาตติยอัจฉริยสูตรที่  ๙

๑๐.  จตุตถอัจฉริยสูตร

ว่าด้วยความอัศจรรย์  ๔  ในพระเจ้าจักรพรรดิ

[๑๓๐]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการนี้

ในพระเจ้าจักรพรรดิ   ๔  ประการเป็นไฉน ?        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ถ้าขัตติยบริษัทเข้าไปเฝ้าเยี่ยมพระเจ้าจักรพรรดิ    ขัตติยบริษัทนั้นย่อมมีพระทัย


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 344

ยินดีแม้ด้วยการเฝ้าเยี่ยมนั้น    ถ้าพระเจ้าจักรพรรดิดำรัสในที่ประชุมนั้น  ขัตติย-

บริษัทนั้นย่อมมีพระทัยยินดี  แม้ด้วยพระดำรัส  ขัตติยบริษัทย่อมเป็นผู้ไม่อิ่มเลย

ถ้าพระเจ้าจักรพรรดิทรงนิ่งเสีย.

ถ้าพราหมณ์บริษัทเข้าไปเฝ้าเยี่ยมพระเจ้าจักรพรรดิ...

ถ้าคฤหบดีบริษัทเข้าไปเฝ้าเยี่ยมพระเจ้าจักรพรรดิ...

ถ้าสมณบริษัทเข้าไปเยี่ยมพระเจ้าจักรพรรดิ   สมณบริษัทนั้นย่อมมีใจ

ยินดีแม้ด้วยการเฝ้าเยี่ยมนั้น   ถ้าพระเจ้าจักรพรรดิดำรัสในที่ประชุมนั้น    สมณ-

บริษัทนั้นย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยพระดำรัส    สมณบริษัทนั้นย่อมเป็นผู้ไม่อิ่มเลย

ถ้าพระเจ้าจักรพรรดิทรงนิ่งเสีย   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ความอัศจรรย์ไม่เคยมี

๔   ประการนี้แล  ในพระเจ้าจักรพรรดิ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ความอัศจรรย์ไม่เคยมี   ๔  ประการ      ใน

พระอานนท์ฉันนั้นเหมือนกันแล   ๔  ประการเป็นไฉน   คือ   ถ้าภิกษุบริษัท

เข้าไปเพื่อเห็นอานนท์  ภิกษุบริษัทนั้น ย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยการเห็น ถ้าอานนท์

กล่าวธรรมในที่ประชุมนั้น    ภิกษุบริษัทย่อมมีใจยินดีแม้ด้วยคำที่กล่าว  ภิกษุ

บริษัทย่อมเป็นผู้ไม่อิ่มเลย  ถ้าอานนท์นิ่งอยู่.

ถ้าภิกษุณีบริษัทเข้าไปเพื่อเห็นอานนท์...

ถ้าอุบาสกบริษัทเข้าไปเพื่อเห็นอานนท์...

ถ้าอุบาสิกาบริษัทเข้าไปเพื่อเห็นอานนท์   อุบาสิกาบริษัทนั้นย่อมมีใจ

ยินดี  ยินดีแม้ด้วยคำที่กล่าว  อุบาสิกาบริษัทย่อมเป็นผู้ไม่อิ่มเลย   ถ้าอานนท์

นิ่งอยู่.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ความอัศจรรย์ไม่เคยมี  ๔  ประการนี้      ใน

พระอานนท์ .

จบจตุตถอัจฉริยสูตรที่  ๑๐

จบภยวรรคที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 345

อรรถกถาจตุตถอัจฉริยสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในจตุตถอัจฉริยสูตรที่   ๑๐   ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ขตฺติยปริสา  ได้แก่เหล่าขัตติยะ  ที่อภิเษกและที่ยังไม่อภิเษก.

ได้ยินว่า  ขัตติยะเหล่านั้น   ได้ฟังคำกล่าวพระคุณของพระเจ้าจักรพรรดินั้นว่า

ธรรมดาว่าพระเจ้าจักรพรรดิ  งามน่าเลื่อมใส   เที่ยวไปทางอากาศได้ปกครอง

ราชสมบัติ   ทรงธรรมเป็นธรรมราชาดังนี้     เมื่อเห็นสมกับที่ได้ฟังมาก็ชื่นชม.

บทว่า  ภาสติ  ความว่า  พระเจ้าจักรพรรดิได้ทำปฏิสันถารว่า พ่อคุณแม่คุณ

ทั้งหลาย  ท่านทั้งหลายยิ่งบำเพ็ญราชธรรม  รักษาประเพณีอยู่หรือ.    ส่วนใน

พราหมณ์ทั้งหลายก็จะทรงทำปฏิสันถารอย่างนี้ว่า  ท่านอาจารย์ทั้งหลาย  ท่าน-

ทั้งหลาย  สอนมนต์อยู่หรือ   ศิษย์ทั้งหลายยังเรียนมนต์อยู่หรือ    ท่านย่อมได้

ทักขิณาบ้าง  ผ้าบ้าง โคแดงบ้างหรือ.  ในคฤหบดีทั้งหลาย    จะทรงทำปฏิสันถาร

อย่างนี้ว่า   พ่อเอ๋ย  ท่าน ไม่ถูกเบียดเบียน  ด้วยค่าปรับสินไหม  หรือด้วยเครื่อง

จองจำจากราชกูลบ้างหรือ  ฝนยังตกต้องตามฤดูกาลอยู่หรือ  ข้าวกล้าทั้งหลายได้ผล

สมบูรณ์หรือ. ในสมณะทั้งหลาย   จะทรงทำปฏิสันถารอย่างนี้ว่า อย่างไร ท่านผู้-

เจริญ บริขารของบรรพชิตหาได้ง่ายหรือ  ขอท่านทั้งหลายอย่าละเลยสมณธรรม

นี้แล.

จบอรรถกถาจตุตถอัจฉริยสูตรที่  ๑๐

จบภยวรรควรรณนาที่ ๓

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้  คือ

๑.  ปฐมภยสูตร  ๒.  ทุติยภยสูตร   ๓.  ปฐมฌานสูตร   ๔.  ทุติย-

ฌานสูตร  ๕.  ปฐมเมตตาสูตร   ๖.  ทุติยเมตตาสูตร    ๗.  ปฐมอัจฉริยสูตร

๘. ทุติยอจัฉริยสูตร   ๙.  ตติยอัจฉริยสูตร    ๑๐.   จตุตถอัจฉริยสูตร    และ

อรรถกถา.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 346

ปุคคลวรรคที่  ๔

 

๑๐. สังโยชนสูตร

ว่าด้วยบุคคล  ๔  จำพวก

[๑๓๑]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคล  ๔ จำพวกนี้   มีปรากฏอยู่ในโลก

๔ จำพวกเป็นไฉน ?    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุคคลบางคนในโลกนี้   ยังละ

โอรัมภาคิยสังโยชน์ไม่ได้        ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้

ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้.

อนึ่ง  บุคคลบางคนในโลกนี้     ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้    แต่ยังละ

สังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้  ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้-

ได้ภพไม่ได้.

อนึ่ง  บุคคลบางคนในโลกนี้    ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้  ละสังโยชน์

อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้    แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพ

ไม่ได้.

อนึ่ง  บุคคลบางคนในโลกนี้   ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้   ละสังโยชน์

อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้   สะสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็บุคคลจำพวกไหน   ยังละโอรัมภาคิยสังโยชน์

ไม่ได้  ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ไค้อุบัติไม่ได้   ยังละสังโยชน์อันเป็น

ปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้  คือ พระสกทาคามี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคลนี้แล

ยังละโอรัมภาคิยสังโยชน์ไม่ได้  ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้

ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 347

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคลจำพวกไหน ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้ แต่

ยังละสังโยชน์อัน เป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้   ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัย เพื่อ

ให้ได้ภพไม่ได้   คือ พระอนาคามีผู้มีกระแสในเบื้องบน ไปสู่อกนิฏฐภพ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บุคคลนี้แล   ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้   แต่ยังละสังโยชน์

อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติไม่ได้    ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพ

ไม่ได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุคคลจำพวกไหน    ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้

ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้   แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อ

ให้ได้ภพไม่ได้  คือ พระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

บุคคลนี้แล  ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้   ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติ

ได้  แต่ยังละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้ภพไม่ได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บุคคลจำพวกไหน    ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้

ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้    ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้

ภพได้  คือ พระอรหันตขีณาสพ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลนี้แล  ละโอรัม-

ภาคิยสังโยชน์ได้   ละสังโยชน์อันเป็นปัจจัยเพื่อให้ได้อุบัติได้  ละสังโยชน์อันเป็น

ปัจจัยเพื่อให้ได้ภพได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคล  ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก

จบสังโยชนสูตรที่  ๑


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 348

ปุคคลวรรควรรณนาที่  ๔

 

อรรถกถาสังโยชนสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในสังโยชนสูตรที่  ๑  แห่งวรรคที่  ๔  ดังต่อไปนี้ :-

บุคคลบางคนได้อุปบัติได้ภพ     ในระหว่างด้วยสังโยชน์เหล่าใด

สังโยชน์เหล่านั้น    ชื่อว่าเป็นปัจจัยให้ได้อุปบัติ.  บทว่า  ภวปฏิลาภิยานิ

ได้แก่  เป็นปัจจัยแก่การได้อุปบัติภพ.    บทว่า   สกทาคามิสฺส    นี้ ท่านถือ

โดยส่วนสูงสุดในพระอริยะทั้งหลาย    ที่ยังละสังโยชน์ไม่ได้      ก็เพราะเหตุนี้

อันตราอุปบัติ      (การเกิดในระหว่าง)     ของพระอริยบุคคลผู้เป็นอันตรา-

ปรินิพพายีไม่มี     แต่ท่านเข้าฌานใดในที่นั้น     ฌานนั้นนับว่าเป็นปัจจัยแก่

อุปบัติภพ เพราะฌานเป็นฝ่ายกุศลธรรม ฉะนั้น จึงตรัสสำหรับพระอริยบุคคล

ผู้เป็นอันตราปรินิพพายีนั้นว่า   ละอุปบัติปฏิลาภิยสังโยชน์ได้  (สังโยชน์ที่เป็น

เหตุให้มีความเกิด)    แต่ละภวปฎิลาภิยสังโยชน์   (สังโยชน์ที่เป็นเหตุให้มีภพ)

ไม่ได้.   หมายถึงสังโยชน์ส่วนที่ยังละไม่ได้ในโอรัมภาคิยสังโยชน์ทั้งหลาย จึง

ตรัสว่า   ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ไม่ได้ดังนี้   โดยความไม่ต่างกันแห่งสกทาคามี

บุคคล.  บทที่เหลือในสูตรนี้ง่ายทั้งนั้น.

จบอรรถกถาสังโยชนสูตรที่  ๑


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 349

๒.  ปฏิภาณสูตร

ว่าด้วยบุคคล  ๔  จำพวก

[๑๓๒]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคล  ๔ จำพวกนี้มีปรากกอยู่ในโลก ๔

จำพวก   เป็นไฉน  คือ

ยุตฺตปฏิภาโณ  น  มุตฺตปฏิภาโณ                 บุคคลฉลาดผูก ไม่ฉลาดแก้

มุตฺตปฏิภาโณ  น  ยุตฺตปฏิภาโณ                บุคคลฉลาดแก้  ไม่ฉลาดผู้

ยุตฺตปฏิภาโณ  จ  มุตฺตปฏิภาโณ  จ             บุคคลฉลาดทั้งผูกทั้งแก้

เนว  ยุตฺตปฏิภาโณ  น  มุตฺตปฏิภาโณ          บุคคลไม่ฉลาดทั้งผูกทั้งแก้

นี้แล  บุคคล  ๔  จำพวก  มีปรากฏอยู่ในโลก.

จบปฏิภาณสูตรที่  ๒

อรรถกถาปฏิภาณสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในปฏิภาณสูตรที่   ๒  ดังต่อไปนี้  :-

บทว่า   ยุตฺตปฏิภาโณ  โน  มุตฺตปฏิภาโณ   ความว่า   บุคคล

เมื่อแก้ปัญหาก็แก้แต่ปัญหาที่ผูกเท่านั้น     แต่แก้ได้ไม่เร็ว  คือค่อย ๆ  แก้.  บท

ทั้งปวง  พึงทราบโดยนัยนี้.

จบอรรถกถาปฏิภาณสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 350

๓.  อุคฆฏิตัญญุสูตร

ว่าด้วยบุคคล  ๔  จำพวก

[๑๓๓]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บุคคล ๔  จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก

๔ จำพวกเป็นไฉน  คือ

อุคฆปฏิตัญญูบุคคล

วิปจิตัญญูบุคคล

เนยยบุคคล

ปทปรมบุคคล

นี้แล  บุคคล  ๔ จำพวก  มีปรากฏอยู่ในโลก.

จบอุคฆฏิตัญญุสูตรที่  ๓

อรรถกถาอุคฆฏิตัญญุสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในอุคฆฏิตัญญุสูตรที่  ๓  ดังต่อไปนี้ :-

พึงทราบความต่างกันแห่งบุคคลแม้  ๔  จำพวก    ด้วยสูตรนี้    ดังนี้

อุคฆฎิตัญญูบุคคลเป็นไฉน ?    บุคคลตรัสรู้ธรรมขณะที่ท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง

เรียกว่า  อุคฆฏิตัญญูบุคคล.  วิปจิตัญญูบุคคลเป็นไฉน บุคคลตรัสรู้ธรรม

ต่อเมื่อท่านแจกแจงความโดยพิสดาร  เรียกว่า  วิปจิตัญญูบุคคล.   เนยยบุคคล

เป็นไฉน ? บุคคลต้องเรียน   ต้องสอบถาม  ต้องใส่ใจโดยแยบคาย  ต้องคบหา

อยู่ใกล้กัลยาณมิตร  จึงตรัสรู้ธรรมตามลำดับขั้นตอน  เรียกว่า  เนยยบุคคล.

ปทปรมบุคคลเป็นไฉน ?     บุคคลฟังมากก็ดี    พูดมากก็ดี    ทรงจำมากก็ดี

สอนมากก็ดี   ยังไม่ตรัสรู้ธรรมในชาตินั้น    เรียกว่า   ปทปรมบุคคล.

จบอรรถกถาอุคฆฏิตัญญุสูตรที่