พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 251

และอรูปภพ. พระโสดาบันและพระสกทาคามีเหล่านั้นทั้งหมดมี ๒๔ พวกโดย

ปฏิปทา  ๔.  พระอนาคามีในเทพชั้นอวิหามี  ๕  พวกคือ  อันตราปรินิพพายี  อุป-

หัจจปรินิพพายี  สสังขารปรินิพพายี  อสังขารปรินิพพายี  อุทธังโสโตอกนิฏฐ-

คามี. พระอนาคานีในเทพชั้นอตัปปา สุทัสสา สุทัสสี ก็มีชั้นละ ๕ พวกเหมือนกัน.

ส่วนในเทพชั้นอกนิษฐ์มี ๔ พวกเว้นอุทธังโสโต  รวมพระอนาคามี ๒๔ พวก.

พระอรหันต์มี  ๒ พวกคือ สุกขวิปัสสกและสมถยานิก. พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ใน

มรรคมี  ๔  พวก  รวมเป็นพระอริยบุคคล ๕๔ พวก.  พระอริยบุคคลเหล่านั้น

ทั้งหมดคุณด้วย ๒ พวกดือ ฝ่ายสัทธาธุระและฝ่ายปัญญาธุระรวมเป็น ๑๐๘ พวก.

คำที่เหลือ  มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.

บทว่า   จตฺตาริ   เอตานิ   ยุคานิ   โหนฺติ     ความว่า     บุคคลที่ทรง

ยกอุเทศไว้โดยพิศดารว่าพระอริยบุคคลเหล่านั้น  ทั้งหมดมี ๘ พวกก็ดี ๑๐๘ พวก

ก็ดี  ว่าโดยสังเขป  พระผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตตมรรค  พระผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล

รวมเป็น ๑ คู่.   อย่างนี้จนถึงพระผู้ตั้งอยู่ในอรหัตมรรค    พระผู้ตั้งอยู่ในอรหัต-

ผล  รวมเป็น  ๑  คู่  รวมทั้งหมดเป็น ๔ คู่.  ศัพท์ว่า  เต  ในบทว่า  เต   ทุกฺขิ-

เณยฺยา เป็นศัพท์นิเทศอธิบายกำหนดแน่นอน ซึ่งบทอุเทศ  ที่ยกตั้งไว้ไม่แน่

นอน.   บุคคลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้พิศดารว่ามี ๘ พวกหรือ ๑๐๘ พวก

สังเขปว่า มี ๔ คู่  แม้ทั้งหมด  ย่อมควรทักษิณาเหตุนั้น    จึงชื่อว่า  ทักขิเณยยะ.

ไทยธรรมที่บุคคลเชื่อกรรมและผลแห่งกรรมไม่คำนึงถึงว่า   ภิกษุรูปนี้จักทำกิจ

กรรมเป็นหมอยาหรือกิจกรรมรับใช้อันนี้แก่เรา   ดังนี้เป็นต้นแล้วถวาย  ชื่อว่า

ทักษิณา.   บุคคลผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น  สละบุคคลเหล่านี้ผู้เป็นเช่นนั้น

ชื่อว่า  ย่อมควรแก่ทักษิณานั้น  ด้วยเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  เต

ทกฺขิเณยฺยา.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 252

บทว่า  สุคตสฺส  สาวกา   ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า   สุคต

เพราะทรงประกอบด้วยการเสด็จไปงดงาม       เพราะเสด็จไปสู่สถานที่อันงาม

เพราะเสด็จไปด้วยดี    และเพราะตรัสดี.    เป็นสาวกของพระสูติ พระองค์นั้น.

ท่านเหล่านั้น  ทั้งหมดชื่อว่า  สาวก เพราะฟังพระดำรัส.    คนอื่น ๆ ถึงฟังก็จริง

ถึงเช่นนั้น    เขาฟังแล้วก็ไม่ทำกิจที่ควรทำ.    ส่วนท่านที่เป็นสาวกเหล่านั้น   ฟัง

แล้ว   ทำกิจที่ควรทำคือ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม   บรรลุมรรคผล   เพราะ

ฉะนั้น     ท่านเหล่านี้   จึงตรัสเรียกว่า  สาวก.

บทว่า  เอเตสุ   ทินฺนานิ   มหปฺผลานิ    ความว่า    ทานทั้งหลายแม้

เล็กน้อย   ที่ถวายในสาวกของพระตถาคตเหล่านั้น   ชื่อว่ามีผลมาก    เพราะเป็น

ทานที่เข้าถึงความเป็นทักษิณาบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก     เพราะฉะนั้น    พระผู้มี-

พระภาคเจ้าจึงตรัสไว้แม้ในสูตรอื่นว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงฆ์  คือคณะมีประมาณเพียง

ใด  คือสงฆ์สาวกของพระตถาคต  กล่าวกันว่าเป็นเลิศ

ของสงฆ์คณะเหล่านั้น   คือสงฆ์  ๔  คู่    ๘ บุคคล    นี่

สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า   ฯลฯ      เป็นวิบาก

อันเลิศ.

พระผู้มีพระภาคเจ้า      ครั้นตรัสคุณของสังฆรัตนะโดยพระผู้ตั้งอยู่ใน

มรรค  พระผู้ตั้งอยู่ในผลทั้งหมดอย่างนี้แล้ว    บัดนี้    ทรงอาศัยคุณนั้นนั่นแล

จึงทรงประกอบสัจจวจนะว่า    อิทมฺปิ   สงฺเฆ   รตน   ปณฺต    แม้อันนี้ก็เป็น

รัตนะอันประณีตในพระสงฆ์  ความของสัจจวจนะนั้น ก็พึงทราบตามนัยที่กล่าว

มาก่อนนั่นแล.      พวกอมนุษย์ในแสนโกฏิกัป   พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่ง

พระคาถาแม้นี้แล.

 

๑.   ปสาทสูตร  อัง.   จตุกนิบาต.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 253

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นตรัสสัจจวจนะด้วยคุณของสังฆรัตนะ   โดย

พระผู้ตั้งอยู่ในมรรคและพระผู้ตั้งอยู่ในผล  อย่างนี้แล้ว   บัดนี้   จึงเริ่มตรัสด้วย

คุณของพระขีณาสวบุคคลทั้งหลาย    ผู้เสวยสุขในผลสมาบัติบางเหล่าเท่านั้น ว่า

เย   สุปฺปยุตฺตา   เป็นต้น.  ในคำนั้น    คำว่า   เย   เป็นคำอุเทศที่ไม่แน่นอน.

บทว่า   สุปฺปยุตฺตา   แปลว่า    ประกอบดีแล้ว  อธิบายว่า  ละอเนสนา    การ

แสวงหาที่ไม่สมควรหลายอย่างเสีย  แล้วอาศัยการเลี้ยงชีวิตที่บริสุทธิ์   เริ่มประ-

กอบตนไว้ในวิปัสสนา.  อีกนัยหนึ่ง บทว่า  สุปฺปยุตฺตา ได้แก่ประกอบด้วย

กายประโยคและวจีประโยคอันหมดจดดี.     ทรงแสดงศีลขันธ์ของพระขีณาสว-

บุคคลเหล่านั้น     ด้วยบทว่า    สุปฺปยุตฺตา    นั้น.   บทว่า    มนสา  ทฬฺเหน

ได้แก่  ด้วยใจที่หนักแน่น.  อธิบายว่า    ด้วยใจอันประกอบด้วยสมาธิที่มั่นคง.

ทรงแสดงสมาธิขันธ์ของพระขีณาสวบุคคลเหล่านั้นด้วยบทว่า มนสา ทฬฺเหน

นั้น.  บทว่า  นิกฺกามิโน   ได้แก่   เป็นผู้ไม่อาลัย   ในกายและชีวิต    มีความ

พยายามออกจากกิเลสทั้งปวง   อันผู้มีปัญญาเป็นธุระกระทำแล้วด้วยความเพียร.

ทรงแสดงปัญญาขันธ์ที่ประกอบด้วยความเพียร  ของพระขีณาสวบุคคลเหล่านั้น

ด้วยบทว่า   นิกฺกามิโน    นั้น.

บทว่า   โคตมสาสนมฺหิ  ได้แก่ ในศาสนาของพระตถาคตผู้มีพระ-

นามว่าโคดมโดยพระโคตรนั่นแล.  ด้วยบทว่า  โคตมสาสนนฺหิ  นั้น    ทรง

แสดงว่า  พวกคนนอกศาสนานี้      ผู้ทำตบะเพื่อเทพเจ้า  แม้มีประการต่างๆ ก็

ไม่มีความพยายามออกจากกิเลสทั้งหลาย  เพราะไม่มีคุณมีความประกอบอย่างดี

เป็นต้น   คำว่า   เต   เป็นคำอธิบายอุเทศที่ตั้งไว้ก่อน.  ในคำว่า   ปตฺติปตฺตา

นี้  คุณควรบรรลุ   เหตุนั้นจึงชื่อว่า  ปตฺติ  คุณที่ควรบรรลุ   ซึ่งบุคคลบรรลุ

แล้วจะเป็นผู้เกษมปลอดจากโยคะสิ้นเชิง  ซึ่งว่า  ปตฺตพฺพา.   คำนี้เป็นชื่อของ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 254

พระอรหัตผล.   ผู้บรรลุคุณควรบรรลุนั้น   เหตุนั้น   จึงชื่อว่า  ปตฺติปตฺตา.

บทว่า   อมต  ได้แก่ พระนิพพาน.   บทว่า  วิคยฺห ได้แก่เข้าถึงโดยอารมณ์

บทว่า  ลทฺธา   แปลว่า   ได้แล้ว.   บทว่า  มุธา ได้แก่  โดยไม่มีค่าคือ  ไม่ทำ

ค่าแม้เพียงกากณึกหนึ่ง.    บทว่า  นิพฺพุตึ   ได้แก่  ผลสมาบัติ   ที่ระงับความ

กระวนกระวายด้วยอำนาจกิเลสเสียแล้ว.    บทว่า   ภุญฺชมานา  ได้แก่  เสวย

อยู่.  ท่านอธิบายไว้อย่างไร.  ท่านอธิบายว่า   ชนเหล่าใด  ในศาสนาของพระ

โคดมนี้   ชื่อว่าประกอบดีแล้ว   เพราะถึงพร้อมด้วยศีล   ชื่อว่า  มีใจหนักแน่น

เพราะถึงพร้อมด้วยสมาธิ  ชื่อว่าไร้ความอาลัยเพราะถึงพร้อมด้วยปัญญา ชนเหล่า

นั้น   ก็เข้าถึงอมตะด้วยสัมมาปฏิบัตินี้เป็นผู้ได้เปล่า ๆ เสวยความดับซึ่งเข้าใจได้

ว่าผลสมาบัติ   ชื่อว่า เป็นผู้บรรลุคุณที่ควรบรรลุ.

พระผู้มีพระภาคเจ้า    ครั้น  ตรัสคุณของสังฆรัตนะ    โดยพระขีณาสว-

บุคคล   ผู้เสวยผลสมาบัติอย่างนี้แล้ว     บัดนี้ทรงอาศัยคุณนั้นนั่นแล    จึงทรง

ประกอบสจัจวจนะ    ว่า     อิทมฺปิ    สงฺเฆ   รตน    ปณีต    แม้อันนี้    ก็เป็น

รัตนะอันประณีตในพระสงฆ์  ความแห่งสัจจวจนะนั้น  พึงทราบตามนัยที่กล่าว

ก่อนแล้ว   พวกอมนุษย์ในแสนโกฏิจักรวาล     ก็พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่ง

พระคาถาแม้นี้แล.

 

พรรณนาคาถาว่า  ยถินฺทขีโล

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้น ตรัสสัจจวจนะมีสังฆรัตนะเป็นที่ตั้ง  โดย

ขีณาสวบุคคล   อย่างนี้แล้ว   ทรงเริ่มตรัส    โดยคุณของพระโสดาบันเท่านั้นว่า

ยถินฺทขีโล   เป็นต้น.     ในคำนั้น    บทว่า  ยถา  เป็นคำอุปมา.      คำว่า

อินฺทขีโล   นี้   เป็นชื่อของเสาไม้แก่นที่เขาตอกจมดิน ๘ ศอก  หรือ ๑๐  ศอก

ภายในธรณีประตู  เพื่อป้องกันประตูพระนคร.  บทว่า ปวึ  แปลว่า  แผ่นดิน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 255

บทว่า  สิโต  ได้แก่  เข้าไปอาศัยอยู่ข้างใน.  บทว่า  สิยา  แปลว่า  พึงเป็น.

บทว่า  จตุพฺภิ  เวเตหิ    แปลว่า อันลมที่พัดมาแค่  ๔ ทิศ.   บทว่า  อสมฺ-

ปิกมฺปิโย  ได้แก่ไม่อาจให้ไหว หรือขยับเขยื้อนได้.  บทว่า   ตถูปม  แปลว่า

เหมือนคนนั้น.  บทว่า  สปฺปุริส  ได้แก่  บุรุษสูงสุด  บทว่า  วทามิ แปลว่า

กล่าว    บทว่า   โย   อริยสจิจานิ   เชอเวจฺจ  ปสฺสติ    แปลว่า  ผู้ใดหยั่งเห็น

อริยสัจ  ๔  ด้วยปัญญา.    ในข้อนั้น  อริยสัจทั้งหลาย  พึงทราบตามนัยที่กล่าว

ไว้แล้วในกุมารปัญหา   และคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั่นแล.

ส่วนความสังเขปในข้อนี้   มีดังนี้   เหมือนอย่างว่าเสาเขื่อน  จมติดดิน

เพราะมีรากลึก  ลมพัดมา ๔ ทิศ  ก็พึงให้ไหวไม่ได้  ฉันใด   สัตบุรุษใดหยั่ง

เห็นอริยสัจ   เรากล่าวสัตบุรุษแม้นี้    อุปมาฉันนั้นเหมือนกัน.    เพราะเหตุไร

เพราะเหตุว่า   สัตบุรุษแม้นั้น      เป็นผู้อันลมคือวาทะของเดียรถีย์ทั้งปวงทำให้

ไหวไม่ได้    คือใครๆ ก็ไม่อาจให้ไหวหรือเขยื้อนจากทัสสนะนั้นได้   เหมือน

เสาเขื่อนอันลมพัดนา  ๔ ทิศ  ทำให้ไหวไม่ได้ฉะนั้น.   เพราะฉะนั้น   พระผู้

มีพระภาคเจ้า  จึงตรัสไว้แม้ในสูตรอื่นว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เสาเหล็กหรือเสาเขื่อนลง

รากลึก  ฝังอย่างดี  ไม่หวั่น  ไม่ไหว  แม้หากว่าลมฝน

แรงกล้าพัดมาด้านทิศบูรพาก็ไม่พึงหวั่นไม่พึงไหว

ไม่พึงขยับเขยื้อน   แม้หากว่าลมฝนแรงกล้าพัดมาด้าน

ทิศปัจฉิมทิศทักษิณ,   ทิศอุดร     ก็ไม่พึงหวั่นไม่พึง

ไหว  ไม่พึงขยับเขยื้อน   เพราะเหตุไร   เพราะลงราก

ลึก   เพราะเสาเขื่อนเขาฝังไว้ดีแล้ว   ฉันใด   ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย  สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 256

ย่อมรู้ความเป็นจริงว่า  นี้ทุกข์  ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินี-

ปฏิปทา    สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่ตรวจดู

หน้าของสมณะหรือพราหมณ์อื่นว่า     ท่านเมื่อรู้    ก็รู้

เมื่อเห็นก็เห็นอย่างนี้แน่นอน  ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็เพราะอริยสัจ  ๔  สมณะหรือ

พราหมณ์ผู้นั้น เห็นอย่างดีแล้ว     ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้น  ตรัสคุณของสังฆรัตนะโดยอำนาจพระโสดา-

บัน  ที่ประจักษ์แก่คนเป็นอันมากเท่านั้นอย่างนี้แล้ว   บัดนี้   ทรงอาศัยคุณนั้น

นั่นแล  จึงทรงประกอบสัจจวจนะว่า    อิทมฺปิ   สงฺเฆ    รตน    ปณีต   แม้อันนี้

ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์.  ความของสัจจวจนะนั้น     พึงทราบตามนัย

ที่กล่าวมาก่อนแล้วนั้นแล.   พวกอมนุษย์ในแสนโกฏิจักรวาล    ก็พากันยอมรับ

พุทธอาชญาแห่งพระคาถาแม้นี้แล.

 

พรรณนาคาถาว่า  เย  อริยสจฺจานิ

พระผู้มีพระภาคเจ้า     ครั้นตรัสสัจจวจนะ    อันมีสังฆรัตนะเป็นที่ตั้ง

ด้วยคุณของพระโสดาบัน    โดยไม่แปลกกันอย่างนี้แล้ว   บัดนี้   จึงทรงเริ่มตรัส

ว่า    เย   อริยสจฺจานิ     เป็นต้น      ด้วยคุณของพระโสดาบันสัตตักขัตตุปรมะ

น้องน้อยของพระโสดาบันทั้งหมด    บรรดาพระโสดาบัน   ๓  ประเภท    คือ

เอกพิชี   โกลังโกละ   สัตตักขัตตุปรมะ   เหมือนที่ตรัสไว้ว่า

บุคคลบางตนในพระศาสนานี้ย่อมขอว่าโสดาบัน

เพราะสิ้นสังโยชน์  ๓   โสดาบันนั้น  บังเกิดภพเดียว

เท่านั้น   ก็ทำที่สุดทุกข์  นี้ชื่อ  เอกพิชี.  โสดาบันท่อง

เที่ยวอยู่ ๒ หรือ  ๓  ตระกูล  ก็เหมือนกัน   ย่อมทำที่


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 257

สุดทุกข์ได้    นี้ชื่อ   โกลังโกละ   โสดาบันยังเวียนว่าย

ตายเกิดอยู่ในเทวดาและมนุษย์  ๗  ครั้ง    ก็เหมือนกัน

ย่อมทำที่สุดทุกข์ได้   นี้ชื่อ   สัตตักขัตตุปรมะ.

ในคำนั้น      คำว่า   เย  อริยสจฺจานิ   นี้   มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.

บทว่า  วิภาวยนฺติ  ได้แก่ กำจัดความมืดคือกิเลส   อันปกปิดสัจจะแล้ว  ทำให้

แจ่มแจ้งปรากฏแก่ตน    ด้วยแสงสว่างแห่งปัญญา.    บทว่า    คมฺภีรปญฺเน

ได้แก่  อันพระผู้มีพระภาคเจ้า   ผู้มีพระปัญญา   มีกำลัง   ซึ่งใคร ๆ ไม่ได้ด้วย

ญาณของโลกนี้    พร้อมทั้งเทวโลก   ด้วยพระปัญญาที่หาประมาณมิได้   ท่าน

อธิบายว่า  ผู้เป็นสัพพัญญู.

บทว่า  สุเทสิตานิ  ได้แก่ ทรงแสดงด้วยดี  ด้วยนัยนั้น ๆ มีสมาสันย

อัพพยาสนัย   สากัลยนัย   เวกัลยนัยเป็นต้น.    บทว่า   กิญฺจาปิ   เต   โหนฺติ

ภุสปฺปมตฺตา  ความว่า  บุคคลทั้งหลาย  ผู้อบรมอริยสัจแล้วเหล่านั้น   อาศัย

ฐานะแห่งความประมาท   มีความเป็นเทวราชและความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ

เป็นต้น   เป็นผู้ประมาทอย่างร้ายแรง   ก็จริง   ถึงเช่นนั้น   นามรูปใดพึงตั้งอยู่

เพราะวิญญาณที่โสดาปัตติมรรคญาณปรุงแต่งดับไป   แล้วเกิดในสังสารวัฏที่มี

เบื้องต้นเบื้องปลายตามไปไม่รู้แล้ว  ถึง ๗ ภพ    ก็ไม่ถือเอาภพที่  ๘    เพราะ

นามรูปนั้นดับไป  เพราะตั้งอยู่ไม่ได้  แต่ในภพที่  ๗ นั่งเอง  ก็จักเริ่มวิปัสสนา

แล้วบรรลุพระอรหัต.

พระผู้มีพระภาคเจ้า    ครั้นตรัสคุณของสังฆรัตนะ   โดยพระโสดาบัน

สัตตักขัตตุปรมะอย่างนี้แล้ว   บัดนี้   ทรงอาศัยคุณนั้นนั่นแล   จึงทรงประกอบ

สัจจวจนะว่า    อิทมฺปิ    สงฺเฆ    รตน    ปณีต     แม้อันนี้ก็เป็นรัตนะอันประณีต

ในพระสงฆ์  ความของสัจจวนะนั้น    พึงทราบตามนัยที่กล่าวมาก่อนแล้วนั่นแล.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 258

พวกอมนุษย์ในแสนโกฏิจักรวาล     ก็พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่งพระคาถานี้

แล.

 

พรรณนาคาถาว่า   สหาวสฺส

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นตรัสสัจจวจนะ   มีสังฆรัตนะเป็นที่ตั้ง   ด้วย

คุณคือการไม่ถือเอาภพที่ ๘ ของพระโสดาบันสัตตักขัตตุปรมะอย่างนี้แล้ว  บัดนี้

จึงเริ่มตรัสว่า    สหาวสฺส    เป็นต้น   ด้วยคุณของพระโสดาบันสัตตักขัตตุปรมะ

นั้นนั่นแล   แม้จะยังถือภพ ๗ ภพ  ซึ่งแปลกจากบุคคลอื่น ๆ  ที่ยังละการถือภพ

ไม่ได้.     ในคำนั้น     บทว่า    สหาว     แปลว่า     พร้อมกับ.    บทว่า     อสฺส

ได้แก่    ของบรรดาพระโสดาบันที่ตรัสว่า    พระโสดาบันเหล่านั้น    ไม่ถือเอา

ภพที่    ๘    ภพใดภพหนึ่ง.   บทว่า   ทสฺสนสมฺปทาย   ได้แก่   ด้วยความ

ถึงพร้อมแห่งโสดาปัตติมรรค.   จริงอยู่  โสดาปัตติมรรคเห็นพระนิพพานแล้ว

ท่านจึงเรียกว่า  ทัสสนะ  เพราะเห็นพระนิพพานก่อนธรรมทั้งปวง   ด้วยความ

ถึงพร้อมแห่งกิจที่ควรทำ.   ความปรากฏแห่งโสดาปัตติมรรคนั้นอยู่ในตน  ชื่อ

ว่า   ทัสสนสัมปทา.    พร้อมด้วยทัสสนสัมปทานั้นนั่นแล.    ศัพท์ว่า   สุ  ในคำ

ว่า  ตยสฺสุ    ธมฺมา   ชหิตา    วนฺติ   นี้เป็นนิบาต    ลงในอรรถสักว่าทำบท

ให้เต็ม     เหมือนในประโยคเป็นต้นว่า     อิท   สุ   เม   สาริปุตฺต   มหาวิกฏ-

โภชนสฺมึ    โหติ    ดูก่อนสารีบุตรนี้แล   เป็นการฉันอาหารแบบมหาวิกัฎของ

เราละ  ในข้อนี้มีความอย่างนี้ว่า  เพราะเหตุว่า  ธรรมดา  [สังโยชน์เบื้องต่ำ ๓]

ย่อมเป็นอันพระโสดาบัน  ละได้แล้ว  เป็นอันสละแล้ว  พร้อมด้วยทัสสนสัมปทา

ของพระโสดาบันนั้น.

บัดนี้  เพื่อทรงแสดงธรรมที่พระโสดาบันล่ะได้แล้ว  จึงตรัสว่า  สกฺกาย-

ทิฏฺิ   วิจิกิจฺฉิตญฺจ   สีลพฺพต   วาปิ    ยทตฺถิ   กิญฺจิ   ในธรรม   ๓   อย่างนั้น


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 259

เมื่อกายยังมีอยู่   ทิฏฐิมีวัตถุ   ๒๐   ในกาย   ที่เรียกว่า  อุปาทานขันธ์  ๕ ที่มีอยู่

ชื่อว่า   สักกายทิฏฐิ   หรือว่าเมื่อกายยังมีอยู่    ทิฏฐิความเห็นในกายนั้น    แม้

เพราะเหตุนั้น   ชื่อว่า  สักกายทิฏฐิ  อธิบายว่า  ทิฏฐิที่มีอยู่ในกาย   ตามที่กล่าว

มาแล้ว.     หรือทิฏฐิความเห็นในกายที่มีอยู่นั่นแล    แม้เพราะเหตุนั้น    ชื่อว่า

สักกายทิฏฐิ  อธิบายว่า  ทิฏฐิในกายตามที่กล่าวมาแล้ว  อันมีอยู่  ซึ่งเป็นไป

อย่างนี้ว่า   อัตตา   กล่าวคือรูปเป็นต้น.   ทิฏฐิทั้งปวง   ย่อมเป็นอันพระโสดา

บันละแล้วทั้งนั้น     เพราะละสักกายทิฏฐินั้นได้แล้ว    ด้วยว่า    สักกายทิฏฐินั้น

เป็นมูลรากของธรรมคือกิเลสเหล่านั้น   ปัญญาท่านเรียกว่า  จิกิฉิตะเพราะระงับ

พยาธิคือกิเลสทั้งปวง.   ปัญญาจิกิจฉิตะ   ปัญญาแก้ไขนั้น ไปปราศแล้วจากสิ่งนี้

หรือสิ่งนี้ ไปปราศแล้วจากปัญญาจิกิจฉิตะนั้น     เหตุนั้น   จึงชื่อว่า   วิจิกิจฉิตะ.

คำนี้เป็นชื่อของความสงสัยที่มีวัตถุ     ที่ตรัสไว้โดยนัยเป็นต้นว่า  สงสัยในพระ-

ศาสดา.  ความสงสัยแม้ทั้งหมด  เป็นอันละได้แล้วก็เพราะละวิจิกิจฉานั้นได้แล้ว

จริงอยู่   ความสงสัยนั้นเป็นมูลรากของกิเลสเหล่านั้น.  ศีลต่างอย่างมีโคศีล  ศีล

วัว  กุกกุรศีล  ศีลสุนัขเป็นต้น   และวัตรมีโควัตรและกุกกุรวัตรเป็นต้น   ที่มาใน

มาลีประเทศเป็นต้น  อย่างนี้ว่า  สมณพราหมณ์ภายนอกพระศาสนานี้   ถือความ

บริสุทธิ์ด้วยศีล  บริสุทธิ์ด้วยวัตรเรียกว่า  ศีลวัตร.  ตบะเพื่อเทพเจ้ามีความเปลือย

กาย  ความมีศีรษะโล้นเป็นต้นแม้ทุกอย่าง  เป็นอันละได้แล้ว  ก็เพราะละศีลวัตร

นั้น.   จริงอยู่    ศีลวัตรนั้นเป็นมูลรากของตบะนั้น.    ด้วยเหตุนั้นแล    พระผู้มี-

พระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ท้ายคาถาทั้งหมดว่า   ยทตฺถิ   กิญฺจิ   อย่างใดอย่างหนึ่งมี

อยู่.    พึงทราบว่าบรรดาสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ นั้น     สักกายทิฏฐิจะละได้ก็ด้วย

ความถึงพร้อมด้วยการเห็นทุกข์   วิจิกิจฉาจะละได้ก็ด้วยความถึงพร้อมด้วยการ

เห็นสมุทัย    สีลัพพตะ   [ปรามาส]   จะละได้    ก็ด้วยความถึงพร้อมด้วยการ

เห็นมรรคและการเห็นพระนิพพาน.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 260

พรรณนาคาถาว่า   จตูหปาเยหิ

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงการละกิเลสวัฏของพระโสดาบันนั้น

อย่างนี้แล้ว   บัดนี้  เมื่อกิเลสวัฏนั้น มีอยู่  วิปากวัฏใดพึงมี   เมื่อทรงแสดงการละ

วิปากวัฏแม้นั้น   เพราะละกิเลสวัฎนั้นได้จึงตรัสว่า  จตูหปาเยหิ    จ    วิปฺป-

มุตฺโต    ในคำนั้น    ชื่อว่าอบายมี     คือ   นิรยะ  ติรัจฉานะ   เปตติวิสยะและ

อสุรกายะ   อธิบายว่า    พระโสดาบันนั้น    แม้ยังถือภพ ๗ ก็หลุดพ้นจากอบาย

ทั้ง ๘ นั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้า     ครั้นทรงแสดงการละวิปากวัฏของพระโสดาบัน

นั้นอย่างนี้แล้ว    บัดนี้    กรรมวัฏใด     เป็นมูลรากของวิปากวัฎนี้    เมื่อทรง

แสดงการละกรรมวัฏแม้นั้น   จึงตรัสว่า   ฉ   จาภิานานิ   อภพฺโพ     กาตุ

และไม่ควรทำอภิฐานะ ๖. ในคำนั้น   บทว่า   อภิานานิ   ได้แก่  ฐานะอัน

หยาบ.   พระโสดาบันนั้น   ไม่ควรทำอภิฐานะนั้น.   ก็อภิฐานะเหล่านั้น   พึง

ทราบว่ากรรมคือ  มาตุฆาต   ฆ่ามารดา   ปิตุฆาต    ฆ่าบิดา   อรหันตฆาต  ฆ่า

พระอรหันต์  โลหิตุปบาท  ทำโลหิตของพระพุทธเจ้าให้ห้อ   สังฆเภททำสงฆ์ให้

แตกกัน   อัญญสัตถารุทเทส  นับถือศาสดาอื่นคือเข้ารีต ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสไว้ในเอกนิบาต   อังคุตตรนิกาย   โดยนัยเป็นต้นว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ  [สัมมาทิฏฐิ]  จะพึงปลงชีวิตมารดาเสีย ไม่เป็น

ฐานะ  ไม่เป็นโอกาส  [คือเป็นไปไม่ได้].  จริงอยู่   อริยสาวก   ผู้ถึงพร้อมด้วย

ทิฏฐิ   ไม่พึงปลงชีวิตแม้แต่มดดำมดแดงก็จริง   ถึงอย่างนั้น  อภิฐานะ ๖ นั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้  ก็เพื่อตำหนิภาวะแห่งปุถุชน.   แท้จริง   ปุถุชนย่อม

ทำแม้อภิฐาน   ซึ่งมีโทษมากอย่างนี้ได้    ก็เพราะไม่ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ    ส่วน

พระโสดาบัน  ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ   ไม่ควรจะทำอภิฐานะเหล่านั้น.   ส่วนการ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 261

ใช้อภัพพศัพท์ในที่นี้  ก็เพื่อแสดงว่าพระโสดาบันไม่ทำแม้ในภพอื่น.  ความจริง

แม้ในภพอื่น  พระโสดาบันถึงไม่รู้ว่าตนเป็นอริยสาวกโดยธรรมดานั่นเอง  ก็ไม่

ทำบาป  ๖  อย่างนั้น  หรือทำเวร ๕ มีปาณาติบาตเป็นต้น    หรือถึงฐานะ ๖ พร้อม

กับการนับถือศาสดาอื่น  ซึ่งอาจารย์บางพวกหมายถึงแล้วกล่าวว่า  ฉ  จาภิฐานานิ

ดังนี้ก็มี   ก็พระอริยสาวกและเด็กชาวบ้านผู้จับปลาตายเป็นต้น    เป็นตัวอย่างใน

ข้อนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า     ครั้นตรัสคุณของอริยสาวกแม้ยังถือภพ  ๗  อยู่

ซึ่งเป็นสังฆรัตนะ     โดยคุณที่แปลกจากบุคคลอื่น ๆ   ที่ยังละการถือภพไม่ได้

อย่างนี้แล้ว    บัดนี้    ทรงอาศัยคุณนั้นนั่นแล     จึงทรงประกอบสัจจวจนะว่า

อิทมฺปิ   สงฺเฆ    รตน   ปณีต   แม้อันนี้    ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์

นั้น.  ความของสัจจวจนะนั้น  พึงทราบโดยนัยที่กล่าวมาก่อนแล้วนั่นแล. พวก

อมนุษย์ในแสนโกฏิจักรวาล   ก็พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่งพระคาถามิแล.

 

พรรณนาคาถาว่า  กิญฺจาปิ  โส

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นตรัสสัจจวจนะ  มีสังฆรัตนะเป็นที่ตั้ง   โดย

ที่แปลกจากบุคคลอื่น   ที่ยังละการถือภพไม่ได้ของพระโสดาบันแม้ยังถือภพ  ๗

ภพ  อย่างนี้แล้ว   บัดนี้   พระโสดาบันผู้ถึงพร้อมด้วยทัสสนะ.  ไม่ใช่ไม่ควรทำ

อภิฐานะ ๖ อย่างเดียวก็หาไม่  ทั้งยังไม่ควรทำบาปกรรมแม้เล็กน้อยอะไร ๆ แล้ว

ปกปิดบาปกรรมนั้นด้วย   ดังนั้น    จึงทรงเริ่มตรัสโดยคุณคือพระโสดาบันผู้ถึง

พร้อมด้วยทัสสนะ   แม้อยู่ด้วยความประมาท  ก็ไม่มีการปกปิดกรรมที่ทำมาแล้ว

ว่า  กิญฺจาปิ   โส    กมฺม    กโรติ    ปาปก    พระโสดาบันนั้น   แม้ทำบาปกรรม

ก็จริง.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 262

พระดำรัสนั้นมีความดังนี้    ถึงแม้ว่าพระโสดาบันนั้น     ถึงพร้อมด้วย

ทัสสนะ  อาศัยการอยู่อย่างประมาท   ด้วยหลงลืมสติ   เว้นสิกขาบทที่เป็นโลก-

วัชชะ  ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงการจงใจล่วงละเมิดตรัสไว้ว่า   สิกขา

บทใด   เราบัญญัติแก่สาวกทั้งหลาย   สาวกทั้งหลายย่อมไม่ล่วงละเมิดสิกขาบท

นั้นของเรา     แม้เพราะเหตุแห่งชีวิตดังนี้.     ย่อมทำบาปกรรมอย่างอื่นทางกาย

ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงรังเกียจ กล่าวคือการล่วงละเมิดสิกขาบทที่เป็นปัณณติวัชชะ

มีกุฏิการสิกขาบทและสหเสยยสิกขาบทเป็นต้นก็ดี  ทำบาปกรรมทางวาจา  มีสอน

ธรรมแก่อนุปสัมบันว่าพร้อมกัน   แสดงธรรมแก่มาตุคามเกิน  ๕ - ๖ คำ  การพูด

เพ้อเจ้อ   พูดคำหยาบเป็นต้นก็ดี   ทำบาปกรรมทางใจ   ไม่ว่าในที่ไหน  ๆ    คือ

การทำให้เกิดโลภะ  โทสะ  การยินดีทองเป็นต้น   การไม่พิจารณาเป็นต้นในการ

บริโภคจีวรเป็นอาทิก็ดี   พระโสดาบันนั้น    ก็ไม่ควรปกปิดบาปกรรมนั้น  คือ

พระโสดาบันนั้น   รู้ว่ากรรมนี้ไม่สมควร  ไม่ควรทำ   ก็ไม่ปกปิดบาปกรรมนั้น

แม้แต่ครู่เดียว  ในทันใดนั้นเอง  ก็กระทำให้แจ้งคือเปิดเผยในพระศาสดา  หรือ

ในเพื่อนสพรหมจารีผู้เป็นวิญญูชนแล้ว    กระทำคืนตามธรรม    หรือระวังข้อที่

ควรระวัง   อย่างนี้ว่าข้าพเจ้าจักไม่ทำอีก.   เพราะเหตุไร.    เพราะเหตุว่า  พระ

ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงความที่พระโสดาบันผู้เห็นบทคือพระนิพพานแล้ว     ไม่

ควรปกปิดบาปกรรม   อธิบายว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงความที่บุคคล   ผู้

เห็นบทคือพระนิพพาน   ผู้ถึงพร้อมด้วยทัสสนะ   ไม่ควรที่จะทำบาปกรรมแม้

เห็นปานนั้น    แล้วปกปิดบาปกรรมนั้นไว้.   ตรัสไว้อย่างไร.  ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เด็กเยาว์อ่อนนอนหงาย

เอามือเอาเท้าเหยียบถ่านไฟ  ย่อมหดกลับฉันพลัน ฉัน

ใด  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ถึงแม้ว่า  พระโสดาบันต้อง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 263

อาบัติเห็นปานนั้น  การออกจากอาบัติเห็นปานนั้น  ย่อม

ปรากฏ     ที่นั้นแหละพระโสดาบันย่อมรีบแสดง    เปิด

เผย    ทำให้ง่าย  ในพระศาสดาที่รอในเพื่อนสพรหมจารี

ผู้เป็นวิญญูชน    ครั้นแล้วก็สำรวมระวังต่อไป     นี้เป็น

ธรรมดาของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ         ก็ฉันนั้น

เหมือนกัน.

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ครั้นตรัสคุณของสังฆรัตนะด้วยคุณของพระโสดา-

บันแม้อยู่ด้วยความประมาท  แต่ก็ถึงพร้อมด้วยทัสสนะไม่มีการปกปิดบาปกรรม

ที่ทำแล้วอย่างนี้แล้ว  บัดนี้  ทรงอาศัยคุณนั้นนั่นแล    จึงทรงประกอบสัจจวจนะ

ว่า   อิทมฺปิ   สงฺเฆ    รตน   ปณีต   แม้อันนี้    ก็เป็นรัตนะอันประณีตใน

พระสงฆ์    ความของสัจจวจนะนั้น   พึงทราบตามนัยที่กล่าวมาก่อนแล้วทั้งนั้น.

พวกอมนุษย์ในแสนโกฏิจักรวาล ก็พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่งพระคาถานี้แล.

 

พรรณนาคาถาว่า   วนปฺปคุมฺเพ

พระผู้มีพระภาคเจ้า    ครั้นตรัสสัจจวจนะ    มีสังฆรัตนะเป็นที่ตั้งโดย

ประการแห่งคุณนั้น  ๆ  ของบุคคลทั้งหลาย     ที่เนื่องอยู่ในพระสงฆ์อย่างนี้แล้ว

บัดนี้    ทรงอาศัยพระปริยัติธรรม    ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า    เมื่อทรงแสดงคุณ

พระรัตนตรัย   ก็ทรงแสดงอย่างสังเขปในที่นี้   และทรงแสดงไว้พิศดารในที่อื่น

จึงทรงเริ่มตรัสสัจจวจนะ  มีพระพุทธรัตนะเป็นที่ตั้งอีกว่า     วนปฺปคุมฺเพ   ยถา

ผุสฺสิตคฺเค    ในสัจจวจนะนั้น   กลุ่มต้นไม้ที่กำหนดด้วยถิ่นที่อยู่ประจำอันใกล้

ชื่อว่า   วนะ  ป่า.    พุ่มไม้ที่งอกงามด้วยรากแก่นกระพี้เปลือกกิ่งและใบ  ชื่อว่า

ปคุมพะ.   พุ่มไม้ที่งอกงามของป่าหรือในป่า  ชื่อว่า    วนปฺปคุมฺโพ.   พุ่มไม้

ที่งอกงามในป่านี้นั้น   ท่านเรียกว่า   วนปฺปคุมฺเพ   เมื่อเป็นดังนั้น   ก็เรียก


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 264

ได้ว่า  วนสัณฑะ  ราวป่า เหมือนในประโยคเป็นต้นว่า  อตฺถิ   สวิตกฺกสวิจาเร,

อตฺถิ   อวิตกฺกวิจารมตฺเต,   สุเข   ทุกฺเข  ชีเว,   มีวิตกมีวิจารก็มี     ไม่มี

วิตกมีวิจารก็มีชีพเป็นสุข    เป็นทุกข์.  คำว่า  ยถา   เป็นคำอุปมา   ยอดของ

พุ่มไม้นั้นบานแล้ว   เหตุนั้น    พุ่มไม้นั้นจึงชื่อว่า   มียอดบานแล้ว    อธิบายว่า

ดอกไม้ที่เกิดเองที่กิ่งใหญ่กิ่งน้อยทุกกิ่ง.    ดอกไม้นั้น     ท่านกล่าวว่ามียอดอัน

บานแล้ว    ตามนัยที่กล่าวมาก่อนแล้วนั่นแล.  บุทว่า   คิมฺหานมาเส  ปฐมสฺมึ

คิมฺเห   ความว่า   ในเดือนหนึ่ง    แห่งเดือนในฤดูคิมหันต์  ๔  เดือน.    ถ้าจะ

ถามว่า  ในเดือนไหน.   ตอบว่า  ในฤดูคิมหันต์เดือนต้น  อธิบายว่า   ในเดือน

จิตรมาส เดือน  ๕.  จริงอยู่  เดือนจิตรมาสนั้น   ท่านเรียกว่าเดือนต้นฤดูคิมหันต์

และว่าฤดูวัสสานะอ่อน ๆ    คำนอกจากนั้น     ปรากฏขัดโดยอรรถแห่งบทแล้ว

ทั้งนั้น.

ส่วนความรวมในคำนี้มีดังนี้ว่า  พุ่มไม้ที่งอกงามมีนามเรียกว่า   กอไม้

รุ่น   ยอดกิ่งมีดอกบานสะพรั่ง    ย่อมสง่างามอย่างเหลือเกิน   ในป่าที่รกชัฏด้วย

ต้นไม้นานาชนิดในฤดูวสันต์อ่อน ๆ   ที่มีชื่อว่า    เดือนต้นฤดูคิมหันต์    ฉันใด

พระผู้มีพระภาคเจ้า   มิใช่ทรงแสดงเพราะเห็นแก่ลาภ  มิใช่ทรงแสดงเพราะเห็น

แก่สักการะเป็นต้น       หากแต่มีพระหฤทัยอันพระมหากรุณาให้ทรงขะมักเขม้น

อย่างเดียว   ได้ทรงแสดงพระปริยัติธรรมอันประเสริฐที่ชื่อว่า   มีอุปมาเหมือน

อย่างนั้น   เพราะสง่างามอย่างยิ่งด้วยดอกไม้  คือประเภทแห่งอรรถนานาประการ

มีขันธ์อายตนะเป็นต้นก็มี   มีสติปัฏฐานและสัมมัปปธานเป็นต้นก็มี   มีศีลขันธ์

สมาธิขันธ์เป็นต้นก็มี   ชื่อว่า  ให้ถึงพระนิพพาน   เพราะแสดงมรรคอันให้ถึง

พระนิพพาน    เพื่อเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่สัตว์ทั้งหลาย    ฉันนั้นเหมือนกัน

ส่วนในคำว่า    ปรม   หิตาย    ท่านลงนิคคหิต    ก็เพื่อสะดวกแก่การผูกคาถา.

ส่วนความมีดังนี้ว่า  ได้ทรงแสดง  เพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง  คือเพื่อพระนิพพาน.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 265

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นตรัสพระปริยัตติธรรม   ที่เสมือนพุ่มไม้งาม

ในป่า  ที่ยอดกิ่งออกดอกบานสะพรั่งอย่างนี้แล้ว  บัดนี้  ทรงอาศัยพระปริยัตติ-

ธรรมนั้นนั่นแล  จึงทรงประกอบสัจจวจนะ  ที่มีพุทธรัตนะเป็นที่ตั้งว่า  อิทมฺปิ

พุทฺเธ  รตน ปณีต  แม้อันนี้   ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า.     ความ

แห่งสัจจวจนะนั้น     พึงทราบตามนัยที่กล่าวมาก่อนแล้วนั่นแล.  แต่พึงประกอบ

ความอย่างเดียวอย่างนี้ว่า      คุณชาตกล่าวคือพระปริยัตติธรรมมีประการตามที่

กล่าวมาแล้ว   แม้นี้    ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า.   พวกอมนุษย์ใน

แสนโกฏิจักรวาล   ก็พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่งพระคาถานี้แล.

 

พรรณนาคาถาว่า  วโร  วรญฺญู

พระผู้มีพระภาคเจ้า     ครั้นตรัสสัจจวจนะ    ที่มีพุทธรัตนะเป็นที่ตั้ง

ด้วยปริยัตติธรรมอย่างนี้แล้ว   บัดนี้   จึงทรงเริ่มตรัสด้วยโลกุตรธรรมว่า  วโร

วรญฺญู.  ในคำนั้น    บทว่า  วโร    ความว่า    พระพุทธเจ้าผู้อันผู้มีอัธยาศัย

น้อมใจเธอที่ประณีตปรารถนาว่า    โอหนอ !  แม้เรา   ก็จักเป็นเช่นนี้.   หรือ

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสูงสุด  ประเสริฐสุด   เพราะประกอบด้วยพระคุณอัน

ประเสริฐ. บทว่า วรญฺญู ได้แก่ ผู้ทรงรู้พระนิพพาน.   จริงอยู่    พระนิพพาน

ชื่อว่า  ประเสริฐ   เพราะอรรถว่าสูงสุดกว่าธรรมทั้งปวง.   ก็พระพุทธเจ้าพระ-

องค์นั้น   ตรัสรู้ปรุโปร่ง  ซึ่งพระนิพพานนั้น ที่โคนโพธิพฤกษ์  ด้วยพระองค์

เอง.  บทว่า  วรโท.  ความว่า   ประทานธรรมอันประเสริฐที่เป็นส่วนตรัสรู้

และส่วนที่อบรมบ่มบารมีแก่สาวกทั้งหลาย  มีพระปัญจวัคคีย์   พระภัททวัคคีย์

และชฎิลเป็นต้น   และแก่เทวดาและมนุษย์อื่น ๆ.   บทว่า  วราหโร   ได้แก่

ที่เรียกว่า  วราหโร   เพราะทรงนำมาซึ่งมรรคอันประเสริฐ   จริงอยู่   พระผู้มี-

พระภาคเจ้าพระองค์นั้น      ทรงบำเพ็ญบารมี   ๓๐  ทัศ   มาตั้งแต่พระพุทธเจ้า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 266

พระนามที่ปังกร  ทรงนำมาซึ่งมรรคอันประเสริฐเก่า ๆ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทั้งหลาย   พระองค์ก่อน ๆ ทรงดำเนินมาแล้ว.   ด้วยเหตุนั้น     พระองค์จึงถูก

เรียกว่า  วราหโร   ผู้นำมาซึ่งมรรคอันประเสริฐ.

อนึ่ง   พระพุทธเจ้า    ชื่อว่า   วโร   ผู้ประเสริฐ   เพราะทรงได้พระ-

สัพพัญญุตญาณ.   ชื่อว่า  วรัญญู   ผู้รู้ธรรมอันประเสริฐ   เพราะทรงทำให้แจ้ง

พระนิพพาน  ชื่อว่า  วรโท    ผู้ประทานธรรมอันประเสริฐ    เพราะประทาน

วิมุคติสุขแก่สัตว์ทั้งหลาย    ชื่อว่า   วราโห    ผู้นำมาซึ่งมรรคอันประเสริฐ

เพราะทรงนำมาซึ่งปฏิปทาสูงสุด   ชื่อว่า   อนุตตโร   ยอดเยี่ยม    เพราะไม่มี

คุณอะไร ๆ ที่ยิ่งกว่าโลกุตรคุณเหล่านั้น.

มีนัยอื่นอีกว่า   ชื่อว่า   วโร   เพราะทรงบริบูรณ์ด้วยอธิษฐานธรรม

คือ    อุปสมะ    ความสงบระงับ.    ชื่อว่า   วรัญญู    เพราะทรงบริบูรณ์ด้วย

อธิษฐานธรรม    คือปัญญาความรอบรู้.   ชื่อว่า  วรโท    เพราะทรงบริบูรณ์

ด้วยอธิษฐานธรรมคือจาคะ  ความสละ   ชื่อว่า   วราหโร   เพราะทรงบริบูรณ์

ด้วยอธิษฐานธรรมคือสัจจะ    ความจริงใจ.    ทรงนำมาซึ่งมรรคอันประเสริฐ.

อนึ่ง   ชื่อว่า   วโร   เพราะทรงอาศัยบุญ    ชื่อว่า   วรัญญู   ก็เพราะทรงอาศัย

บุญ    ชื่อว่า   วรโท    เพราะทรงมอบอุบายแห่งบุญนั้น แก่ผู้ต้องการเป็นพระ-

พุทธเจ้า.  ชื่อว่า  วราโห   เพราะทรงนำมาซึ่งอุบายแห่งบุญนั้น   แก่ผู้ต้องการ

เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า.  ชื่อว่า อนุตฺตโร  เพราะไม่มีผู้เสมอเหมือนในธรรม

นั้น  ๆ   หรือเพราะเป็นผู้ไม่มีอาจารย์   แต่กลับเป็นอาจารย์ของคนอื่น ๆ ด้วย

พระองค์เอง   ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ    เพราะทรงแสดงธรรมอันประ-

เสริฐ  ที่ประกอบด้วยคุณมีธรรมที่ตรัสดีแล้วเป็นต้น   เพื่อผลนั้น    แก่ผู้ต้องการ

เป็นสาวก.  คำที่เหลือ   มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้นแล.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 267

พระผู้มีพระภาคเจ้า     ครั้นตรัสคุณของพระองค์ด้วยโลกุตรธรรม ๙

ประการ  อย่างนี้แล้ว  บัดนี้  ทรงอาศัยคุณนั้นนั่นแล  จึงทรงประกอบสัจจวจนะ

ว่า   อิทมฺปิ   พุทฺเธ    เป็นต้น    ความของสัจจวจนะนั้น     พึงทราบตามนัยที่

กล่าวมาก่อนแล้วนั่นแล  แต่พึงประกอบความอย่างเดียวอย่างนี้ว่า  พระพุทธเจ้า

พระองค์นั้นได้ตรัสรู้โลกุตรธรรมอันประเสริฐได้ด้วย  ได้ประทานโลกุตรธรรม

ได้ด้วย  ทรงนำมาซึ่งโลกุตรธรรมได้ด้วย   ทรงแสดงโลกุตรธรรมได้ด้วย   แม้

อันนี้  ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า   พวกอมนุษย์ในแสนโกฏิจักรวาล

ก็พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่งพระคาถานี้แล.

 

พรรณนาคาถาว่า  ขีณ

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงอาศัยปริยัตติธรรมและโลกุตรธรรมแล้วตรัส

สัจจวจนะ  มีพุทธรัตนะเป็นที่ตั้ง  ด้วย ๒ คาถาอย่างนี้แล้ว   บัดนี้  ทรงอาศัย

คุณคือการบรรลุอนุปาทิเสสนิพพาน  ของพระสาวกทั้งหลาย  ซึ่งได้สดับปริยัตติ

ธรรมนั้น      และปฏิบัติตามแนวที่ได้สดับมาแล้ว    ได้บรรลุโลกุตรธรรมทั้ง  ๙

ประการ  จึงทรงเริ่มตรัสสัจจวจนะ  มีสังฆรัตนะเป็นที่ตั้งอีกว่า   ขีณ   ปุราณ.

ในสัจจวจนะนั้น    บทว่า    ขีณ   ได้แก่    ตัดขาด.    บทว่า    ปุราณ      แปลว่า

เก่า.   บทว่า   นว    ได้แก่     ในบัดนี้     ที่กำลังเป็นไป    คือปัจจุบัน.   บทว่า

นตฺถิ   สมฺภว   ได้แก่    ความปรากฏ   [เกิด]   ไม่มี.   บทว่า   วิรตฺตจิตฺตา

ได้แก่  มีจิตปราศจากราคะ.  บทว่า    อายติเก    ภวสฺมึ    ได้แก่   ในภพใหม่

ในอนาคตกาล.   บทว่า    เต   ได้แก่   ภิกษุขีณาสพที่สิ้นกรรมภพเก่า   ไม่มี

กรรมภพใหม่    แสะมีจิตปราศจากกำหนัดในภพต่อไป.    บทว่า    ขีณพีชา

ได้แก่  ผู้มีพืชถูกถอนแล้ว.  บทว่า  อวิรุฬฺหิฉนฺทา   ได้แก่    ผู้เว้นจากฉันทะ

ที่งอกได้.  บทว่า   นิพฺพนฺติ    ได้แก่    สิ้นไป.    บทว่า  ธีรา   ได้แก่     ผู้ถึง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 268

พร้อมด้วยปัญญาชื่อ  ธิติ.  บทว่า   ยถายมฺปทีโป   แปลว่า  เหมือนประทีป

ดวงนี้.

ท่านอธิบายไว้อย่างไร. ท่านอธิบายไว้ว่า   กรรมนั้นใดของสัตว์ทั้งหลาย

เกิดแล้วดับไป  เป็นกรรมเก่า  เป็นอดีตกาล   ย่อมยังไม่สิ้นไป  เพราะสามารถ

นำมาซึ่งปฏิสนธิ   เพราะละสิเนหะคือตัณหายังไม่ได้   กรรมเก่านั้น    ของภิกษุ

ขีณาสพเหล่าใด  ชื่อว่าสิ้นไป   ก็เพราะไม่สามารถให้วิบากต่อไป   ดุจพืชที่ไฟ

เผาแล้ว    เพราะสิเนหะคือตัณหาเหือดแห้งไปด้วยพระอรหัตมรรค    และกรรม

ใดของภิกษุขีณาสพเหล่าใด ที่เป็นไปในปัจจุบัน  ด้วยอำนาจพุทธบูชาเป็นต้น

เรียกว่ากรรมใหม่.   ก็กรรมใหม่นั้น    ของภิกษุขีณาสพเหล่าใด   ก็ไม่ก่อภพได้

เพราะไม่สามารถให้ผลต่อไป    เหมือนดอกของต้นไม้ที่มีรากขาดแล้ว     เพราะ

ละตัณหาได้นั่นเอง.

อนึ่ง  ภิกษุขีณาสพเหล่าใดมีจิตหน่ายแล้วในภพต่อไป  เพราะละตัณหา

ได้นั่นแหละ  ภิกษุขีณาสพเหล่านั้น   ชื่อว่ามีพืชสิ้นแล้ว  เพราะปฏิสนธิวิญญาณ

ที่ท่านกล่าวไว้ในคำนี้ว่า  กรรมคือนา วิญญาณคือพืช  สิ้นไป  เพราะสิ้นกรรม

นั่นเอง   ฉันทะแม้อันใด  ของความเกิด    กล่าวคือ  ภพใหม่   ได้มีมาแล้วแต่

กาลก่อน.  ภิกษุขีณาสพทั้งหลาย   ชื่อว่ามีฉันทะไม่งอก   เพราะไม่เกิดในเวลา

จุติเหมือนแต่ก่อน  เพราะฉันทะแม้อันนั้น  ละได้แล้ว   เพราะละสมุทัยนั่นเอง

ชื่อว่าปราชญ์เพราะถึงพร้อมด้วยธิติปัญญา  ย่อมดับเหมือนประทีปดวงนี้ดับไป

ฉะนั้น    เพราะจริมวิญญาณดับไป    ย่อมล่วงทางแห่งบัญญัติเป็นต้นอย่างนี้ว่า

มีรูปหรือไม่มีรูปอีก.

ได้ยินว่า  บรรดาประทีปหลายดวง  ที่เขาตามไว้เพื่อบูชาเทวดาประจำ

เมืองในสมัยนั้น     ประทีปดวงหนึ่งดับไปแล้ว     พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงชี้

ประทีปดวงนั้น   จึงตรัสว่า    ยถายมฺปทีโป    เหมือนประทีปดวงนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 269

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นตรัสคุณ   คือ การบรรลุอนุปาทิเสสนิพพาน

ของพระขีณาสพ   ที่สดับปริยัตติธรรม  ที่ตรัสด้วย ๒ คาถาก่อนนั้น    ทั้งปฏิบัติ

ตามแนวปริยัติธรรมที่สดับแล้ว   บรรลุโลกุตรธรรมทั่ง  ๙  ประการ   อย่างนี้

แล้ว   บัดนี้  ทรงอาศัยคุณนั้นนั่นแล  เมื่อทรงประกอบสัจจวจนะ  มีสังฆรัตนะ

เป็นที่ตั้ง  จึงทรงจบเทศนาว่า   อิทมฺปิ   สงเฆ   เป็นต้น   ความของสัจจวจนะ

นั้น     พึงทราบตามนัยที่กล่าวมาก่อนแล้วนั่นแล.    แต่พึงประกอบความอย่าง

เดียวอย่างนี้ว่า    คุณชาตกล่าวคือพระนิพพานของภิกษุขีณาสพ    โดยประการ

ตามที่กล่าวมาแล้ว   แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์.  พวกอมนุษย์

ในแสนโกฏิจักรวาล  ก็พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่งพระคาถานี้แล.

จบเทศนา   ความสวัสดีก็ได้มีแก่ราชสกุล.   อุปัทวะทั้งปวงก็ระงับ

ไป  สัตว์   ๘๔,๐๐๐   ก็ได้ตรัสรู้ธรรม.

 

พรรณนา  ๓  คาถาว่า  ยานีธ เป็นต้น

ครั้งนั้น    ท้าวสักกะเทวราช ทรงพระดำริว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรง

อาศัยคุณพระรัตนตรัย    ประกอบสัจจวจนะ    ทรงทำความสวัสดีแก่ชาวนคร.

แม้ตัวเราก็พึงกล่าวบางอย่างอาศัยคุณพระรัตนตรัย  เพื่อความสวัสดีแก่ชาวนคร

ดังนี้แล้วจึงตรัส  ๓  คาถาท้ายว่า   ยานีธ   ภูตานิ   เป็นต้น.    ใน. ๓  คาถานั้น

เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าตถาคต  เพราะเสด็จมาอย่างที่คนทั้งหลาย

ต้องขวนขวายพากันมาเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก,    เพราะเสด็จไปอย่างที่คน

เหล่านั้น  จะพึงไป   เพราะทรงรู้ทั่วอย่างที่คนเหล่านั้นจะพึงรู้ทั่ว,    เพราะทรง

รู้อย่างที่คนเหล่านั้นจะพึงรู้,      เพราะทรงประสบสิ่งที่มีที่เป็นอย่างนั้น      อนึ่ง

เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น    อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  บูชาอย่าง.

เหลือเกิน  ด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น  ที่เกิดภายนอก    เป็นอุปกรณ์และที่


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 270

เกิดในตนมีการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมเป็นต้น    ฉะนั้น    ท้าวสักกะเทวราช

ทรงประมวลเทวบริษัททั้งหมดกับพระองค์แล้วตรัสว่า   ตถาคต  เทวมนุสฺส-

ปูชิต   พุทฺธ   นมสฺสาม   สุวตฺถิ   โหตุ พวกเรานอบน้อมพระตถาคตพุทธเจ้า

ผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว   ขอความสวัสดี   จงมี.

อนึ่ง  เพราะเหตุที่ในพระธรรม   มรรคธรรมดำเนินไปแล้วอย่างที่พึง

ดำเนินไปด้วยการถอนฝ่ายกิเลส     ด้วยกำลังสมถวิปัสสนาซึ่งเป็นธรรมคู่กัน

แม้นิพพานธรรมอันพระพุทธเจ้าเป็นต้น    ทรงบรรลุแล้วอย่างที่ทรงบรรลุ  คือ

แทงตลอดแล้วด้วยปัญญา   พร้อมที่จะกำจัด ทุกข์ทั้งปวง  ฉะนั้น    ท่านจึงเรียก

ว่าตถาคต.    อนึ่ง    เพราะเหตุที่แม้พระสงฆ์ดำเนินไปแล้วอย่างที่ท่านผู้ปฏิบัติ

เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนพึงดำเนินไปโดยมรรคนั้น   ๆ เหตุนั้น      ท่านจึงเรียก

ว่าตถาคต.  ฉะนั้น    แม้ใน ๒ คาถาที่เหลือ   ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสว่า   พวก

เรานอบน้อมตถาคตธรรม   ขอความสวัสดีจงมี    พวกเรานอบน้อมตถาคตสงฆ์

ขอความสวัสดีจงมี  ดังนี้.   คำที่เหลือ   มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.

ท้าวสักกะเทวราชครั้นตรัส ๓ คาถานี้   อย่างนี้แล้ว ทรงทำประทักษิณ

พระผู้มีพระภาคเจ้า     เสด็จกับสู่เทวบุรีพร้อมด้วยเทวบริษัท.     ส่วนพระผู้มี

พระภาคเจ้าทรงแสดงรัตนสูตรนั้นนั่นแล.   แม้ในวัน ที่ ๒  สัตว์  ๘๔,๐๐๐  ก็ได้

ตรัสรู้ธรรม.  ทรงแสดงอย่างนี้  ถึงวันที่  ๗.   การตรัสรู้ธรรมก็ได้มีอย่างนั้นนั่น

แหละ ทุก ๆ วัน.    พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่กรุงเวสาลีกึ่งเดือนแล้ว     จึง

ทรงแจ้งแก่พวกเจ้าลิจฉวีว่าจะกลับ   ต่อนั้น    พวกเจ้าลิจฉวี   ก็นำเสด็จพระผู้มี

พระภาคเจ้าสู่ฝั่งแม่น้ำคงคา    ด้วยสักการะเป็นทวีคุณอีก ๓ วัน     เหล่าพระยา

นาคที่บังเกิดอยู่  ณ แม่น้ำคงคาคิดกันว่า   พวกมนุษย์ทำสักการะแก่พระตถาคต

กัน    พวกเราจักไม่ทำกันบ้างหรือ   จึงสร้างเรือหลายลำล้วนทำด้วยทองเงินและ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 271

แก้วมณี   ลาดบัลลังก์ทำด้วยทองเงินและแก้วมณี    ทำน้ำให้ปกคลุมด้วยบัว  ๕

สี   ทูลวอนขอพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   ขอพระองค์โปรดทรงทำความอนุเคราะห์

พวกข้าพระองค์ด้วยเถิด.  พระผู้มีพระภาคเจ้งทรงรับ    เสด็จ  ขึ้นสู่เรือแก้ว  ส่วน

ภิกษุ  ๕๐๐  รูป  ก็ขึ้นสู่เรือของตนๆ.  พวกพระยานาค   นำเสด็จพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าพร้อมภิกษุสงฆ์เจ้าไปยังพิภพนาค.  ข่าวว่า ณ ที่นั้น     พระผู้มีพระภาค

เจ้า   ทรงแสดงธรรมแก่นาคบริษัท   ตลอดคืนยังรุ่ง.  วันที่  ๒ พวกพระยานาค

พากันถวายมหาทานด้วยของเคี้ยวของฉันอันเป็นทิพย์.  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

อนุโมทนาแล้วเสด็จออกจากพิภพนาค.

พวกภุมมเทวดาพากันคิดว่า   พวกมนุษย์และนาคพากันทำสักการะแก่

พระตถาคต  พวกเราจักไม่ทำกันบ้างหรือ   จึงช่วยกันยกฉัตรใหญ่น้อย  เหนือ

พุ่มไม้งามในป่า  ต้นไม้  และภูเขา.    โดยอุบายนั้นนั่นแล  สักการะวิเศษขนาด

ใหญ่  ก็บังเกิดคราบถึงภพของอกนิษฐพรหม.  แม้พระเจ้าพิมพิสารก็ได้ทรงทำ

เป็นทวีคูณ  กว่าสักการะที่พวกเจ้าลิจฉวีทรงทำครั้งที่  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ

มา  ทรงนำเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า.    วันจึงมาถึงกรุงราชคฤห์ โดยนัยที่กล่าว

มาก่อนแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้า  เสด็จถึงกรุงราชคฤห์แล้ว   ภายหลังอาหาร  พวก

ภิกษุที่นั่งประชุมกัน ณ  ศาลาทรงกลมพูดในระหว่างกันอย่างนี้ว่า โอ  อานุภาพ

ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า.    ที่ภูมิภาค ๘ โยชน์    ทั้งฝั่งในทั้งฝั่งนอกแห่ง

แม่น้ำคงคา    ถูกเจาะจงปรับที่ลุ่มที่ดอนให้เรียบแล้วโรยทราย     ปกคลุมด้วย

ดอกไม้ทั้งหลาย     แม่น้ำคงคาประมาณโยชน์หนึ่งก็ถูกปกคลุมด้วยบัวสีต่าง ๆ

ฉัตรใหญ่น้อยถูกยกขึ้นตราบถึงภพของอกนิษฐพรหม.  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

ทราบเรื่องนั้นแล้ว  ออกจากพระคันธกุฏีเสด็จไปยังศาลาทรงกลมด้วยปาฏิหาริย์ที่


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 272

เหมาะแก่ขณะนั้น    ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์อันประเสริฐที่เขาจัดไว้ ณ ศาลา

ทรงกลม.  ครั้นประทับนั่งแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้า      ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เมื่อกี้     พวกเธอนั่งประชุมพูดกัน ด้วยเรื่องอะไร     ภิกษุ

ทั้งหลายก็กราบทูลเรื่องทั้งหมด.    พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า    ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย   บูชาวิเศษนี้มิได้บังเกิดเพราะพุทธานุภาพของเรา  ทั้งมิใช่เพราะ

อานุภาพของนาคเทวดาและพรหม    ที่แท้บังเกิดเพราะอานุภาพของการบริจาค

เล็กๆ น้อย ๆ แต่ก่อนต่างหาก.  พวกภิกษุจึงกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

พวกข้าพระองค์ไม่รู้การบริจาคเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้น   สาธุ !  ขอพระผู้มีพระภาค-

เจ้าโปรดตรัสบอกพวกข้าพระองค์  อย่างที่พวกข้าพระองค์จะรู้การบริจาคเล็ก ๆ

น้อย ๆ นั้นด้วยเถิด.  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เรื่อง

เคยมีมาแล้วในกรุงตักกสิลา    มีพราหมณ์ผู้หนึ่ง    ชื่อ สังขะ.   เขามีบุตร ชื่อ

สุสีมมาณพ.   มาณพนั้น อายุ ๑๖ ปีโดยวัย    วันหนึ่งเข้าไปหาบิดากราบแล้ว

ยืน ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.   บิดาถามเขาว่า  อะไรพ่อสุสีมะ.   เขาตอบว่า   ลูก

อยากไปกรุงพาราณสีเรียนศิลปะจ้ะพ่อท่าน.   พราหมณ์กล่าวว่า   พ่อสุสีมะ   ถ้า

อย่างนั้น  พ่อมีสหายเป็นพราหมณ์ชื่อโน้น    พ่อจงไปหาเขาเล่าเรียนเถิด   แล้ว

มอบทรัพย์ให้พันกหาปณะ.  สุสีมมาณพนั้น  รับทรัพย์แล้ว   ก็กราบมารดาบิดา

เดินทางไปกรุงพาราณสีโดยลำดับ    เข้าไปหาอาจารย์โดยวิธีประกอบด้วยความ

ละเอียดละไม   กราบแล้วรายงานตัว  อาจารย์รู้ว่าเป็นลูกของสหาย   ก็รับมาณพ

ไว้  ได้ทำการต้อนรับอย่างดีทุกอย่าง   มาณพนั้นคลายความเมื่อยล้าในการเดิน

ทางไกลแล้ว  ก็วางกหาปณะนั้นแทบเท้าอาจารย์  ขอโอกาสเรียนศิลปะ. อาจารย์

ก็เปิดโอกาสให้เล่าเรียน     เขาเรียนได้เร็วและเรียนได้มาก    ทั้งทรงจำศิลปะที่

รับ ไว้ ๆ ได้ไม่เสื่อมสูญ  เหมือนน้ำมันที่ใส่ลงในภาชนะทอง   เขาเรียนศิลปะที่

ควรจะเรียนถึง  ๑๒  ปี   ให้เสร็จสรรพ์ได้โดย  ๒ - ๓  เดือนเท่านั้น   เขาทำการ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 273

สาธยายเห็นแต่เบื้องต้นและเบื้องกลางเท่านั้นไม่เห็นเบื้องปลาย      จึงเข้าไปหา

อาจารย์ถามว่า   ท่านอาจารย์   ข้าพเจ้าเห็นแต่เบื้องต้น และเบื้องกลางของศิลปะ

นี้เท่านั้น   ไม่เห็นเบื้องปลายเลย   อาจารย์ก็กล่าวว่า   เราก็เห็นอย่างนั้นเหมือน

กันแหละพ่อเอ๋ย.    เขาจึงถามว่า     ท่านอาจารย์เมื่อเป็นดังนั้น    ใครเล่ารู้เบื้อง

ปลายของศิลปะนี้.  อาจารย์กล่าวว่าพ่อเอ๋ย   ที่ป่าอิสิปตนะมีฤษีหลายองค์  ฤษี

เหล่านั้น    คงรู้.   เขาบอกว่า   อาจารย์  ข้าพเจ้าจะเข้าไปถามฤษีเหล่านั้นเอง.

อาจารย์ก็บอกว่า  ไปถามตามสบายเถิด   พ่อเอ๋ย.   เขาก็ไปยังป่าอิสิปตนะ  เข้า

ไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย  ถามว่า   ท่านผู้เจริญ  ท่านรู้เบื้องปลายศิลปะ

บ้างไหม.     พระปัจเจกพุทธเจ้า   กล่าวว่า   เออ   เรารู้สิท่าน.   เขาอ้อนวอนว่า

โปรดให้ข้าพเจ้าศึกษาเบื้องปลายศิลปะนั้นเถิด.   พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า ถ้า

อย่างนั้น    ก็บวชเสียสิ   ท่านผู้ไม่ใช่นักบวช   ศึกษาไม่ได้ดอก.    เขารับคำว่า

ดีละเจ้าข้า     โปรดให้ข้าพเจ้าบวชเถิด.     ท่านจงทำแต่ที่ท่านปรารถนาแล้วให้

ข้าพเจ้าศึกษาเบื้องปลายศิลปะก็แล้วกัน.      พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นให้เขา

บวชแล้ว   ก็ไม่สามารถประกอบเขาไว้ในกรรมฐาน  ให้ศึกษาได้แต่อภิสมาจาร

โดยนัยเป็นต้นว่า  ท่านพึงนั่งอย่างนี้    พึงห่มอย่างนี้.    เขาศึกษาอยู่ในข้อนั้น

แต่เพราะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสสัย  ไม่นานนักก็ตรัสรู้ปัจเจกโพธิญาณ. ท่าน

สุสีมะถึงลาภยศอันเลิศพรั่งพร้อมทั้งบริวาร  ก็ปรากฏไปทั่วกรุงพาราณสีว่า เกิด

เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า    แต่ไม่นานนัก    ท่านก็ปรินิพพาน    เพราะทำกรรม

ที่เป็นเหตุให้อายุสั้นไว้.  พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายและหมู่มหาชน  ช่วยกัน

ทำฌาปนกิจสรีระของท่าน  เก็บธาตุสร้างพระสถูปไว้ใกล้ประตูพระนคร.

ฝ่ายสังขพราหมณ์  คิดว่า ลูกของเราไปตั้งนานแล้ว    ยังไม่รู้ข่าวคราว

ของเขาเลย  ประสงค์จะพบบุตร   จึงออกจากตักกสิลา   เดินทางไปตามลำดับก็


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 274

ถึงกรุงพาราณสี  เห็นหมู่มหาชนประชุมกัน  คิดว่าในหมู่ชนเป็นอันมาก สักคน

หนึ่ง  คงจักรู้ข่าวคราวลูกของเราแน่แท้  จึงเข้าไปที่กลุ่มชนถามว่า  มาณพชื่อ

สุสีมะมาในที่นี้มีไหม  ท่านรู้ข่าวคราวของเขาบ้างหรือหนอ   ชนเหล่านั้น  กล่าว

ว่า  เออ  พราหมณ์  พวกเรารู้   ท่านเรียนจบไตรเพท  ในสำนักพราหมณ์ใน

พระนครนี้แล้ว  บวชในสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย  เป็นพระปัจเจก-

พุทธเจ้า   ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุแล้ว  นี้พระสถูป  เราสร้าง

ไว้สำหรับท่าน.    สังขพราหมณ์นั้นเอามือทุบแผ่นดิน    ร่ำไห้รำพันไปยังลาน

เจดีย์นั้น     ถอนหญ้าแล้ว   เอาผ้าห่มห่อทรายนำไปเกลี่ยที่ลานเจดีย์พระปัจเจก

พุทธเจ้า เอาน้ำในคนโทน้ำประพรม ทำการบูชาด้วยดอกไม้ป่า เอาผ้าห่มยกขึ้น

ทำเป็นธง  ผูกฉัตรคือร่มของตนไว้บนสถูปแล้วกลับไป.

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นทรงแสดงเรื่องอดีตอย่างนี้แล้ว  เมื่อทรงต่อ

เชื่อมชาดก. นั้นกับปัจจุบันจึงตรัสธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

พวกเธอจะพึงมีความคิดว่า    คนอื่นเป็นสังขพราหมณ์สมัยนั้น  แน่แท้   แต่พวก

เธอไม่พึงเห็นอย่างนี้   สมัยนั้น   เราเป็นสังขพราหมณ์   เราถอนหญ้าที่ลานเจดีย์

ของพระสุสีมปัจเจกพุทธเจ้า  ด้วยผลกรรมของเรานั้น ชนทั้งหลายจึงทำทาง  ๘

โยชน์ให้ปราศจากตอและหนาม  ทำพื้นที่ให้ราบเรียบ   สะอาด   เราโรยทรายที่

ลานเจดีย์พระสุสีมปัจเจกพุทธเจ้านั้น     ด้วยผลกรรมของเรานั้น    ชนทั้งหลาย

จึงโรยทรายที่หนทาง ๘ โยชน์    เราทำบูชาที่พระสถูปนั้น  ด้วยดอกไม้ป่า  ด้วย

ผลกรรมของเรานั้น    ชนทั้งหลายจึงได้ทำเครื่องลาคดอกไม้ด้วยดอกไม้ป่านานา

ชนิด  ทั้งบนบกทั้งในน้ำ  ในหนทาง  ๘ โยชน์  เราประพรมพื้นดินด้วยน้ำใน

คนโทน้ำที่พระสถูปนั้น      ด้วยผลกรรมของเรานั้น   ฝนโบกขรพรรษจึงตกลงที่

กรุงเวสาลี   เรายกธงแผ่นผ้าและผูกฉัตรที่พระเจดีย์นั้น    ด้วยผลกรรมของเรา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 275

นั้น   ชนทั้งหลายจึงยกธงแผ่นผ้าและฉัตรใหญ่น้อย   จนถึงภพอกนิษฐ์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ดังนั้น   บูชาวิเศษนี้   ไม่ใช่บังเกิดเพราะพุทธานุภาพของ

เรา ไม่ใช่เพราะอานุภาพของนาค   เทวดา   และพรหมดอก  ที่แท้    บังเกิด

เพราะอานุภาพของการบริจาคเล็ก ๆ น้อย ๆ  ต่างหากเล่า.   จบธรรมกถา  ได้

ตรัสพระคาถานี้ว่า

มตฺตาสุขปริจฺจาคา       ปสฺเส    เจ  วิปุล   สุข

จเช   มตฺตาสุข   ธีโร            สมฺปสฺส   วิปุล   สุข.

ถ้าบุคคลพึงเห็นสุขอันไพบูลย์  เพราะสละสุขพอ

ประมาณไซร้   ผู้มีปัญญาเมื่อเห็นสุขอันไพบูลย์พึงสละ

สุขพอประมาณเสีย   ดังนี้.

จบพรรณารัตนสูตร

แห่ง

อรรถกถาขุททกปาฐะ  ชื่อปรมัตถโชติกา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 276

ติโรกุฑฑสูตร

ว่าด้วยการให้ส่วนบุญแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสาร  เป็นคาถาว่า

[๘]  ฝูงเปรตพากันมายังเรือนของตน  ยืนอยู่ที่

นอกฝาเรือนบ้าง  ยืนอยู่ที่ทาง ๔ แพร่ง  ๓ แพร่งบ้าง

ยืนอยู่ใกล้บานประตูบ้าง.

เมื่อข้าวน้ำ   ของเคี้ยว  ของกินเขาวางไว้เป็นอัน

มาก  ญาติไร ๆ ของเปรตเหล่านั้น  ก็ระลึกไม่ได้ เพราะ

กรรมของสัตว์ทั้งหลายเป็นปัจจัย.

ชนเหล่าใด  เป็นผู้เอ็นดู   ชนเหล่านั้นย่อมให้น้ำ

ข้าว  อันสะอาด  ประณีต  อันสมควร  ตามกาล   อุทิศ

เพื่อญาติทั้งหลาย   อย่างนี้ว่า    ขอทานนี้แล    จงมีแก่

ญาติทั้งหลาย   ขอญาติทั้งหลาย   จงมีสุขเถิด.

ส่วนฝูงเปรตที่เป็นญาติเหล่านั้น   มาแล้ว  พร้อม

แล้ว  ก็ชุมนุมกันในที่ให้ทานนั้น  ย่อมอนุโมทนาโดย

เคารพ  ในข้าวน้ำเป็นอันมากว่า    เราได้สมบัติเพราะ

เหตุแห่งญาติเหล่าใด   ขอญาติเหล่านั้น   ของเรา   จงมี

ชีวิตยั่งยืน   ทั้งการบูชา  ญาติผู้เป็นทายกก็ได้กระทำแก่

พวกเราแล้ว   อนึ่ง  ทายกทั้งหลาย  ย่อมไม่ไร้ผล.

ในปิตติวิสัยนั้น    ไม่มีกสิกรรมการทำไร่การทำ

นาไม่มีโครักขกรรม  การเลี้ยงโค.   ในปิตติวิสัยนั้น  การ

ค้าเช่นนั้น   การซื้อขายด้วยเงิน   ก็ไม่มี.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 277

ผู้ทำกาลกิริยาละไปแล้ว   ย่อมยังอัตภาพให้เป็น

ไปในปิตติวิสัยนั้น ด้วยทานที่ญาติให้แล้วจากมนุษย์

โลกนี้.

น้ำตกลงบนที่ดอน   ย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่ม  ฉันใด

ทานที่ทายกให้ไปจากมนุษยโลกนี้  ย่อมสำเร็จผลแก่ฝูง

เปรตฉันนั้นเหมือนกัน.

ห้วงน้ำเต็มแล้ว  ย่อมยังสาครให้เต็มฉันใด   ทาน

ที่ทายกให้ไปนากมนุษยโลกนี้  ย่อมสำเร็จผลแก่ฝูง

เปรตฉันนั้น  เหมือนกัน.

บุคคลเมื่อระลึกถึงกิจที่ท่านทำมาแต่ก่อนว่าท่าน

ได้ทำกิจแก่เรา  ได้ให้แก่เรา ได้เป็นญาติมิตรเป็นเพื่อน

ของเรา  ดังนี้   จึงควรให้ทักษิณาแก่ฝูงเปรต.

การร้องไห้   การเศร้าโศก     หรือการพิไรรำพัน

อย่างอื่น ๆ ก็ไม่ควรทำ   เพราะการร้องไห้เป็นต้นนั้น

ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว  ญาติทั้งหลาย ก็

คงอยู่อย่างนั้น.

ทักษิณานี้แล   อันทายกให้แล้ว   ตั้งไว้ดีแล้วใน

พระสงฆ์  ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ทายกนั้น โดยฐานะ

ตลอดกาลนาน.

ญาติธรรมนี้นั้น   ก็ทรงแสดงแล้ว   การบูชาผู้ล่วง

ลับไปแล้ว    ก็ทรงทำโอฬารแล้ว   ทั้งกำลังของภิกษุ

ทั้งหลาย  ก็ทรงเพิ่มให้แล้ว    บุญพระองค์ก็ทรงขวน

ขวายไว้มิใช่น้อย.

จบติโรกุฑฑสูตร


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 278

อรรถกถาติโตกุฑฑสูตร

ประโยชน์แห่งการตั้งพระสูตร

บัดนี้   ถึงลำดับการพรรณนาความติโรกุฑฑสูตร  ที่ยกขึ้นตั้งต่อลำดับ

รัตนสูตรโดยนัยว่า   ติโรกุฑฺเฑสุ    ติฏฺนฺติ   เป็นต้น  จักกล่าวประโยชน์แห่ง

การตั้งติโรกุฑฑสูตรนั้นไว้ในที่นี้แล้วจึงจักทำการพรรณนาความ.

ในข้อนั้น    ความจริง   ติโรกุฑฑสูตรนี้   แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็มิได้

ตรัสตามลำดับนี้   แต่ก็ทรงแสดงการปฏิบัติกุศลกรรมนี้ได้   โดยประการต่าง ๆ

ไว้ก่อนพระสูตรนี้      เพราะเหตุที่บุคคลประมาทในการปฏิบัติกุศลกรรมนั้น  อยู่

เมื่อเกิดในฐานะ  ที่แม้เศร้าหมองกว่านรกและกำเนิดสัตว์เดียรฉาน   ก็ย่อมเกิด

ในจำพวกเปรตเห็นปานนั้น    ฉะนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสรัตนสูตร  เพื่อ

แสดงว่าบุคคลไม่ควรทำความประมาทในการปฏิบัติกุศลกรรมนั้น       และเพื่อ

ระงับอุปัทวะแห่งกรุงเวสาลี  ที่พวกหมู่ภูตเหล่าใดเบียดเบียนแล้ว  หรือตรัสเพื่อ

แสดงว่า   ในหมู่ภูตเหล่านั้น    มีหมู่ภูตบางพวกมีรูปเห็นปานนั้น     พึงทราบ

ประโยชน์แห่งการตั้งติโรกุฑฑสูตรนี้ในที่นี้.

กถาอนุโมทนา

แต่เพราะเหตุที่   ติโรกุฑฑสูตร  ผู้ใดประกาศ   ประกาศที่ใด   ประกาศ

เมื่อใด   และประกาศเพราะเหตุใด   การพรรณนาความของติโรกุฑฑสูตรนั้น

ครั้นประกาศติโรกุฑฑสูตรนั้นหมดแล้ว     เมื่อทำตามลำดับ      ชื่อว่าทำดีแล้ว

ฉะนั้น   ข้าพเจ้าก็จักทำการพรรณนาความนั้น   อย่างนั้นเหมือนกันแล.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 279

ข้อว่า  ก็ติโรกุฑฑสูตรนี้ใครประกาศ  ประกาศที่ไหน  ประกาศเมื่อไร

ขอชี้แจงดังนี้  ติโรกุฑฑสูตร  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศ  ก็ติโรกุฑฑสูตร

นั้นแล  ทรงประกาศเพื่อทรงอนุโมทนา   แก่พระเจ้ามคธรัฐในวันรุ่งขึ้น   เพื่อ

ทำความข้อนี้ให้เเจ่มแจ้ง   ควรกล่าวเรื่องไว้พิสดารในข้อนี้ดังนี้.

ในกัปที่  ๙๒  นับแต่กัปนี้   มีนครชื่อกาสี   ในนครนั้น   มีพระราชา

พระนามว่า  ชัยเสน  พระเทวีของพระราชานั้น    พระนามว่า   สิริมา.   พระ-

โพธิสัตว์  พระนามว่า  ปุสสะ  เกิดในครรภ์ของพระนาง   ตรัสรู้สัมมาสัม

โพธิญาณตามลำดับ พระราชาชัยเสนทรงเกิดความรู้สึกถึงความเป็นของพระองค์

ว่า   โอรสของเราออกทรงผนวชเกิดเป็นพระพุทธเจ้า   พระพุทธเจ้าก็เป็นของ

เรา  พระธรรมก็ของเรา  พระสงฆ์ก็ของเรา  ทรงอุปรากด้วยพระองค์เองตลอด

ทุกเวลา  ไม่ยอมประทานโอกาสแก่คนอื่น ๆ.

เจ้าพี่เจ้าน้องของพระผู้มีพระภาคเจ้า  ต่างพระมารดา ๓ พระองค์  พา

กันดำริว่า   ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย   ย่อมเสด็จอุบัติ    เพื่อประโยชน์เกื้อ

กูลแก่โลกทั้งปวง มิใช่เพื่อประโยชน์แก่บุคคลคนเดียวเท่านั้น  แต่พระบิดาของ

เรา  ไม่ทรงประทานโอกาสแก่เราและคนอื่น ๆ เลย   เราจะได้การอุปรากอย่าง

ไรหนอ   พระราชโอรสเหล่านั้น  จึงตกลงพระหฤทัยว่า  จำเราจะต้องทำอุบาย

บางอย่าง   ทั้ง ๓ พระองค์จึงให้หัวเมืองชายแดงทำประหนึ่งแต่งเมือง   ต่อนั้น

พระราชาทรงทราบข่าวว่าหัวเมืองชายแดนกบฏ   จึงทรงส่งพระราชโอรสทั้ง ๓

พระองค์ออกไปปราบกบฏ.     พระราชโอรสเหล่านั้น     ปราบกบฏเสร็จแล้วก็

เสด็จกลับมา  พระราชาทรงดีพระราชหฤทัย  พระราชทานพรว่า  เจ้าปรารถนา

สิ่งใด   ก็จงรับสิ่งนั้น.   พระราชโอรถทั้ง ๓ พระองค์กราบทูลว่า  ข้าพระบาท

ปรารถนาจะอุปฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า   พระเจ้าข้า.  พระราชาตรัสว่า  เว้นพร


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 280

ข้อนั้นเสีย  รับพรอย่างอื่นไปเถิด. พระราชโอรสกราบทูลว่า พวกข้าพระบาทไม่

ปรารถนาพรอย่างอื่นดอก   พระเจ้าข้า.   พระราชาตรัสว่า   ถ้าอย่างนั้น   เจ้าจง

กำหนดเวลามาแล้วรับไป. พระราชโอรสทูลขอ ๗ ปี. พระราชาไม่พระราชทาน

พระราชโอรสจึงทูลขอลดลงอย่างนี้   คือ  ๖ ปี  ๕ ปี  ๔ ปี  ๓ ปี  ๒ ปี  ๑ ปี  ๗

เดือน  ๖  เดือน  ๕  เดือน  ๔  เดือน   จนถึงไตรมาส   พระราชาจึงพระราชทาน

ว่า รับได้. พระราชโอรสเหล่านั้น  ได้รับพระราชทานพรแล้วก็ทรงยินดีอย่างยิ่ง

เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   ถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

พวกข้าพระองค์ประสงค์จะอุปฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอดไตรมาส   ขอพระผู้

มีพระภาคเจ้าโปรดทรงรับจำพรรษาตลอดไตรมาสนี้ สำหรับข้าพระองค์ด้วยเถิด

พระเจ้าข้า.   พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงรับ    โดยอาการดุษณีภาพ   คือนิ่ง    ต่อ

นั้น    พระราชโอรสทั้ง   ๓  พระองค์   ก็ส่งหัตถเลขา   ลายพระหัตถ์ไปแจ้งแก่

พนักงานเก็บส่วย  [ผู้จัดผลประโยชน์]    ในชนบทของพระองค์ว่า  เราจะอุปฐาก

พระผู้มีพระภาคเจ้าตลอดไตรมาสนี้   เจ้าจงจัดเครื่องประกอบการอุปฐากพระผู้

มีพระภาคเจ้าไว้ให้พร้อมทุกประการ    ตั้งแต่สร้างพระวิหารเป็นต้นไป      เจ้า

พนักงานเก็บส่วยนั้น     จัดการพร้อมทุกอย่างแล้ว    ก็ส่งหนังสือรายงานให้ทรง

ทราบ.  พระราชโอรสเหล่านั้น    ก็ทรงนุ่งห่มผ้ากาสายะ  ทรงอุปฐากพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าโดยเคารพ  ด้วยบุรุษไวยาจักร ๒,๕๐๐ คน  นำเสด็จสู่ชนบทมอบถวาย

พระวิหาร  ให้ทรงอยู่จำพรรษา.

บุตรคฤหบดีผู้หนึ่ง   เป็นพนักงานที่รักษาเรือนคลังของพระราชโอรส

เหล่านั้น  พร้อมทั้งภรรยา  เป็นคนมีศรัทธาปสาทะเขาได้ปฏิบัติการถวายทานแก่

พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขโดยเคารพ. เจ้าพนักงานเก็บส่วยในชนบท พา

บุตรคฤหบดีนั้น ให้ดำเนินการถวายทานโดยเคารพ   พร้อมด้วยบุรุษชาวชนบท


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 281

ประมาณ  ๑๑,๐๐๐ คน.   บรรดาคนเหล่านั้น     ชนบางพวก   มีจิตถูกอิสสามัจ-

ฉริยะครอบงำ  พวกเขา  ก็พากันทำอันตรายแก่ทาน  กินไทยธรรมด้วยตนเอง

บ้าง   ให้แก่พวกลูก ๆ เสียบ้าง   และเอาไฟเผาโรงอาหาร.   ครั้น  ปวารณาออก

พรรษา  พระราชโอรสทั้งหลาย  ก็ทรงทำสักการะยิ่งใหญ่แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตามเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเข้าไปเฝ้าพระราชบิดา.  พระผู้มีพระภาคเจ้า   เสด็จ

ไปในที่นั้นแล้ว  ก็ปรินิพพาน.  พระราชา  พระราชโอรส  เจ้าพนักงานเก็บส่วย

ในชนบทและเจ้าพนักงานรักษาเรือนคลัง  ทำกาละไปตามลำดับก็เกิดในสวรรค์

พร้อมด้วยบริษัทบริวาร.   เหล่าชนที่มีจิตถูกอิสสามัจฉริยะครอบงำ  ก็พากันไป

เกิดในนรกทั้งหลาย  เมื่อคน ๒ คณะนั้นจากสวรรค์เข้าถึงสวรรค์   จากนรกเข้า

ถึงนรกด้วยอาการอย่างนี้    กัปก็ล่วงไป ๙๒ กัป.

ต่อมา  ในภัทรกัปนี้     ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า    กัสสป   ชนที่มี

จิตถูกอิสสามัจฉริยะครอบงำเหล่านั้น   ก็เกิดเป็นเปรต.  ครั้งนั้น    มนุษย์ทั้งหลาย

ถวายทาน  อุทิศเพื่อประโยชน์แก่พวกเปรตที่เป็นญาติของตนว่า   ขอทานนี้จงมี

แก่พวกญาติของเรา.  เปรตเหล่านั้นก็ได้สมบัติ.  ขณะนั้น   เปรตแม้พวกนี้เห็น

ดังนั้น    ก็เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ    ทูลถามว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้

เจริญ   ทำอย่างไรหนอ  พวกข้าพระองค์จึงจะได้สมบัติบ้าง   พระเจ้าข้า.  พระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  บัดนี้  พวกท่านยังไม่ได้ดอก  ก็แต่ว่า  ในอนาคต   จักมี

พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม   ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  จัก

มีพระราชาพระนามว่าพิมพิสาร  ท้าวเธอได้เป็นญาติของพวกท่าน  นับแต่นี้ไป

๙๒ กัป  ท้าวเธอจักถวายทานแด่พระพุทธเจ้า  อุทิศส่วนกุศลแก่พวกท่าน ครั้ง

นั้น  พวกท่านจึงจักได้.   เขาว่า   เมื่อมีพุทธดำรัสอย่างนี้แล้ว   พระพุทธดำรัส

นั้น   ได้ปรากฏแก่เปรตเหล่านั้น  ประหนึ่งตรัสว่า  พวกท่านจักได้ในวันพรุ่งนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 282

ต่อมา   เมื่อล่วงไปพุทธันดรหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรา  ก็

เสด็จอุบัติในโลก.   พระราชโอรสทั้ง ๓ พระองค์นั้น    ก็จุติจากเทวโลก  พร้อม

ด้วยบุรุษ  ๒,๕๐๐ คนเหล่านั้น ไปเกิดในสกุลพราหมณ์ทั้งหลาย  ในแคว้นมคธ

บวชเป็นฤาษีโดยลำดับ  ได้เป็นชิฏิล  ๓  คน  ณ  คยาสีสประเทศ.   เจ้าพนักงาน

เก็บส่วยในชนบท  ได้เป็นพระเจ้าพิมพิสาร  บุตรคฤหบดี  เจ้าพนักงานรักษา

เรือนคลัง  ได้เป็นมหาเศรษฐีชื่อวิสาขะ  ภรรยาของเขาได้เป็นธิดาของเศรษฐี

ชื่อธรรมทินนา บริษัทที่เหลือ  เกิดเป็นราชบริขารของพระเจ้าพิมพิสารทั้งหมด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเราเสด็จอุบัติในโลก   ล่วงไป  ๗ สัปดาห์   ก็เสด็จ

มายังกรุงพาราณสี โดยลำดับ  ประกาศพระธรรมจักร โปรดพระภิกษุปัญจวัคคีย์

เป็นต้นไป   จนถึงทรงแนะนำชฏิล ๓ ท่าน  ซึ่งมีบริวาร  ๒,๕๐๐   จึงเสด็จไป

กรุงราชคฤห์ ณ กรุงราชคฤห์นั้น   โปรดพระเจ้าพิมพิสาร   ซึ่งเสด็จเข้าไปเฝ้า

ในวันนั้นเอง    ให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตตผล    พร้อมด้วยพราหมณ์และคฤหบดี

ชาวมคธ ๑๑ นหุต.  ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์พระเจ้าพิมพิสาร

เพื่อเสวยภัตตาหารในวันพรุ่ง.    ครั้นวันรุ่งขึ้น    อันท้าวสักกะจอมทวยเทพนำ

เสด็จ  ทรงชมเชยด้วยคาถาทั้งหลาย   เป็นต้น อย่างนี้ว่า

ทนฺโต   ทนฺเตหิ  สห   ปุราณชฏิเลหิ

วิปฺปมุตฺโต  วิปฺปมุตฺเตหิ

สิงคินิกฺขสุวณฺโณ

ราชคห  ปาวิสิ  ภควา.

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ผู้ทรงฝึกแล้ว   กับเหล่า

ปุราณชฏิล  ผู้ฝึกแล้ว  พระผู้หลุดพ้นแล้ว  กับเหล่า

ปรุราณชฏิลผู้หลุดพ้นแล้ว  ผู้มีพระฉวีวรรณงามดังแท่ง

ทองสิงคี   เสด็จเข้าสู่กรุงราชคฤห์  ดังนี้.

 

๑. ในพระวินัยปิฏกมหาวรรค   ๔/ข้อ  ๓๗   เป็น ๑,๐๐๐


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 283

เสด็จเข้าสู่กรุงราชคฤห์  ทรงรับมหาทานในพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสาร

เปรตเหล่านั้นยืนห้อมล้อมด้วยหวังอยู่ว่า   บัดนี้    พระราชาจักทรงอุทิศทานแก่

พวกเรา  บัดนี้   จักทรงอุทิศทานแก่พวกเรา.

ฝ่ายพระเจ้าพิมพิสารถวายทานแล้ว  ทรงพระดำริว่า  พระผู้มีพระภาค-

เจ้าจะพึงประทับอยู่  ณ ที่ไหนหนอ      ทรงพระดำริถึงแต่เรื่องที่ประทับอยู่ของ

พระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น    มิได้ทรงอุทิศทานนั้นแก่ใคร ๆ.

เปรตทั้งหลายสิ้นหวัง  ตอนกลางคืน จึงพากันทำเสียงแปลกประหลาด

น่าสะพรึงกลัวอย่างเหลือเกินใน พระราชนิเวศน์.     พระราชาทรงสลดพระราช-

หฤทัยหวาดกลัว   ต่อรุ่งสว่างกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ       ข้าพระองค์ได้ยินเสียงเช่นนี้    เหตุอะไรหนอ    จักมีแก่ข้าพระองค์

พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   ถวายพระพรมหาบพิตร   โปรดอย่าทรง

กลัวเลย  จักไม่มีสิ่งชั่วร้ายอะไร ๆ แก่มหาบพิตรดอก  ก็แต่ว่า  พวกพระญาติ

เก่า ๆ ของมหาบพิตร  เกิดเป็นเปรตมีอยู่  เปรตเหล่านั้น  เที่ยวอยู่สิ้นพุทธันดร

หนึ่ง   หวังอยู่ต่อมหาบพิตรว่า   จักทรงถวายทานแด่พระพุทธเจ้า  แล้วจักทรง

อุทิศส่วนกุศลแก่พวกเรา    เมื่อวันวาน    มหาบพิตรมิได้ทรงอุทิศส่วนกุศลแก่

เปรตพวกนั้น    เปรตพวกนั้นสิ้นหวัง  จึงพากันทำเสียงแปลกประหลาดเช่นนั้น.

พระเจ้าพิมพิสารกราบทูลว่า  พระเจ้าข้า   บัดนี้   เมื่อข้าพระองค์ถวาย

ทาน  พวกเขาก็ควรได้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ถวายพระพร  มหาบพิตร.

พระเจ้าพิมพิสารกราบทูลว่า  พระเจ้าข้า   ถ้าเช่นนั้น   ขอพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า   โปรดทรงรับนิมนต์เสวยภัตตาหารเช้าพรุ่งนี้     ของข้าพระองค์ด้วยนะ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 284

พระเจ้าข้า   ข้าพระองค์จักอุทิศทานแก่เปรตพวกนั้น.   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

รับ.  พระราชาเสด็จเข้าพระราชนิเวศน์   จัดแจงมหาทาน  แล้วให้กราบทูลเวลา

ภัตตาหารแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.   พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าภายในพระราช-

นิเวศน์  ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่เขาจัดไว้  พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์.

เปรตพวกนั้น    พากันไปยืนที่นอกฝาเรือนเป็นต้น  ด้วยหวังว่า  วันนี้

พวกเราคงได้อะไรกันบ้าง.  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำโดยอาการที่เปรตพวก

นั้น  จะปรากฏแก่พระราชาหมดทุกตน.

พระราชาถวายน้ำทักษิโณทก   ทรงอุทิศว่า   ขอทานนี้จงมีแก่พวก

ญาติของเรา.   ทันใดนั้นเอง   สระโบกขรณีดารดาษด้วยปทุม  ก็บังเกิดแก่เปรต

พวกนั้น.   เปรตพวกนั้นก็อาบและดื่มในสระโบกขรณีนั้น      ระงับความกระวน

กระวายความลำบากและหิวกระหายได้แล้ว    มีผิวพรรณดุจทอง.

ลำดับนั้น   พระราชาถวายข้าวยาคู     ของเคี้ยว     ของกินเป็นต้น

แล้วทรงอุทิศ.   ในทันใดนั้นเอง   ข้าวยาคูของเคี้ยวและของกินอันเป็นทิพย์  ก็

บังเกิดแก่เปรตพวกนั้น.   เปรตพวกนั้น   ก็พากินบริโภคของทิพย์เหล่านั้น    มี

อินทรีย์เอิบอิ่ม.

ลำดับนั้น     พระราชาถวายผ้าและเสนาสนะเป็นต้น    ทรงอุทิศให้

เครื่องอลังการต่าง ๆ มีผ้าทิพย์  ยานทิพย์  ปราสาททิพย์  เครื่องปูลาดและที่นอน

เป็นต้น     ก็บังเกิดแก่เปรตพวกนั้น.   สมบัติแม้นั้นของเปรตพวกนั้น     ปรากฏ

ทุกอย่างโดยประการใด    พระผู้มีพระภาคเจ้า    ก็ทรงอธิษฐาน  (ให้พระราชา

ทรงเห็น) โดยประการนั้น.   พระราชาทรงดีพระทัยยิ่ง.   แต่นั้น  พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า    เสวยเสร็จแล้ว   ทรงห้ามภัตตาหารแล้ว    ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

ติโรกุฑฺเฑสุ  ติฏฺนฺติ  เป็นต้น  เพื่อทรงอนุโมทนาแก่พระเจ้ามคธรัฐ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 285

ด้วยคำมีประมาณเท่านี้  มาติกาหัวข้อนี้ว่า   เยน  ยตฺถ  ยทา  ยสฺมา

ติโรกฑฺฑ   ปกาสิต  ปกาสยิตฺวา  ต  สพฺพ    ก็เป็นอันจำแนกแล้วทั้งโดย

สังเขปทั้งโดยพิศดาร.

บัดนี้   จักกล่าวพรรณนาความแห่งติโรกุฑฑสูตรนี้ตามลำดับไป  คือ

 

พรรณนาคาถาที่  ๑

จะพรรณนาความในคาถาแรกก่อน.       ส่วนภายนอกแห่งฝาทั้งหลาย

เรียกกันว่า    ติโรกุฑฑะ.     คำว่า   ติฏฺนฺติ    เป็นคำกล่าวถึงอิริยาบถยืน

เพราะห้ามอิริยาบถนั่งเป็นต้น.  ด้วยเหตุนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถึงพวก

เปรตที่ยืนอยู่ที่ส่วนอื่นของฝาเรือนไว้แม้ในที่นี้ว่า   ติโรกุฑฺเฑสุ   ติฏฺนฺติ

ยืนกันอยู่ที่นอกฝาเรือน    เหมือนที่ท่านกล่าวถึงท่านผู้แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ   ซึ่งไป

ณ ส่วนอื่นแห่งกำแพง      และส่วนอื่นแห่งภูเขาว่า     ไปนอกกำแพงนอกภูเขา

ไม่ติดขัด   ฉะนั้น.  ในคำว่า   สนฺธิสึฆาฏเกสุ   จ  นั้น   ทาง  ๔   แพร่ง    หรือ

แม้ที่ต่อเรือนที่ต่อฝาและกรอบหน้าต่าง  ท่านเรียกว่าสนธิ  ทาง ๓ แพร่ง  ท่าน

เรียกว่า  สิงฆาฏกะ.  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำคำนั้นไว้แห่งเดียวกัน  เชื่อม

กับคำต้น   จึงตรัสว่า   สนฺธิสึฆาฏเกสุ  จ.  บทว่า   ทฺวารพาหาสุ  ติฏฺนฺติ

ได้แก่  ยืนพิงบานประตูพระนครและประตูเรือน.  เรือนญาติแต่ก่อนก็ดี  เรือน

ของตนที่เคยครอบครองเป็นเจ้าของก็ดี    ชื่อว่า    เรือนของตน    ในคำว่า

อาคนฺตฺวาน   สก  ฆร   นี้.   เพราะเหตุที่เปรตพวกนั้น   พากันมาโดยสกสัญญา

เข้าใจว่าเป็นเรือนของตน  ฉะนั้น     พระผู้มีพระภาคเจ้า  จึงตรัสถึงเรือนทั้งสอง

นั้นว่า อาคนฺตฺวาน  สก  ฆร   มายังเรือนของตน.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 286

พรรณนาคาถาที่

พระผู้มีพระภาคเจ้า      เมื่อทรงแสดงแก่พระราชาถึงเปรตเป็นอันมาก

ที่พากันมายังพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสาร     อันเป็นเรือนญาติแต่ก่อน

แม้ตนไม่เคยครอบครองมาแต่ก่อน  ด้วยสำคัญว่าเรือนของตน   ยืนกัน อยู่นอก

ฝาที่ทาง ๔ แพร่งและทาง ๓ แพร่ง   และบานประตู    เสวยผลแห่งความริษยา

และความตระหนี่    บางพวกมีหนวดและผมยาวหน้า   มีอวัยวะใหญ่น้อยผูก

หย่อนและยาน ผอมหยาบดำ  เสมือนต้นตาลถูกไฟป่าไหม้  ยืนต้นอยู่ในที่นั้น ๆ

บางพวกมีเรือนร่างถูกเปลวไฟที่ตั้งขึ้นจากท้องแลบออกจากปาก   เพราะความสี

กันแห่งไม้สีไฟ   คือความระหาย   แผดเผาอยู่    บางพวกไม่ได้รสอื่นนอกจาก

รสคือความหิวระหาย      เพราะถึงได้ข้าวน้ำก็ไม่สามารถบริโภคได้ตามต้องการ

เพราะมีหลอดคอมีขนาดเล็กเท่ารูเข็ม   และเพราะมีท้องใหญ่ดังภูเขา   บางพวก

มีเรือนร่างไม่น่าดู   แปลกประหลาดและน่าสะพึงกลัวเหลือเกิน   ได้น้ำเลือดน้ำ

หนอง   ไขข้อเป็นต้นที่ไหลออกจากแผลหัวฝีที่แตก    ของกันและกันหรือของ

สัตว์เหล่าอื่น  ลิ้มเลียเหมือนน้ำอมฤต   จึงตรัสว่า

ฝูงเปรตพากันมายังเชื่อนี้ตน     ยืนอยู่ที่นอกฝา

เรือนก็มี     ยืนอยู่ที่ทางสี่แพร่งสามแพร่งก็มี   ยืนใกล้

บานประตูก็มี.

เมื่อทรงแสดงความที่กรรมอันเปรตเหล่านั้น  ทำมาแล้วเป็นกรรมทารุณ  จึงตรัส

คาถาที่ ๒ ว่า  ปหูเต   อนฺนปานมฺหิ  เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า ปหูเต  ได้แก่ ไม่น้อย.  ท่านอธิบายว่า

มาก  จนพอต้องการ.   เอา    เป็น    ได้ในประโยคเป็นต้นว่า   ปหุ  สนฺโต

น  ภรติ  ผู้มีมากก็ไม่เลี้ยงดู.  แต่อาจารย์บางพวกสวดว่า  ปหูเต  ก็มี   พหูเก

 

 


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 287

ก็มี.   ปาฐะเหล่านั้น   เป็นปาฐะที่เขียนด้วยความพลั้งเผลอ.  ข้าวด้วย   น้ำด้วย

ชื่อว่าข้าวและน้ำ    ของเคี้ยวด้วย     ของกินด้วย     ชื่อว่าของเคี้ยวและของกิน.

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงแสดงอาหาร ๘ อย่าง   คือของกิน  ของดื่ม  ของเคี้ยว

และของลิ้ม  ด้วยบทนี้.  บทว่า  อุปฏฺิเต  ได้แก่ เข้าไปตั้งไว้. ท่านอธิบายว่า

จัดแจง   ตบแต่ง   รวบรวม.  บทว่า    น   โกจิ   เตส   สรติ    สตฺตาน   ความ

ว่า     เมื่อสัตว์เหล่านั้นเกิดในปิตติวิสัย    ใคร ๆ ไม่ว่ามารดาหรือบุตร    ก็ไม่

ระลึกถึง.   เพราะเหตุไร.   เพราะกรรมเป็นปัจจัย  คือเพราะกรรมคือความตระ-

หนี่ที่ตนทำ  ต่างโดยปฏิเสธการรับและการให้เป็นต้นเป็นปัจจัย  เพราะว่ากรรม

ของสัตว์เหล่านั้น    ไม่ให้ญาติระลึกถึง.

 

พรรณนาคาถาที่  ๓

พระผู้มีพระภาคเจ้า   เมื่อทรงแสดงว่าไม่มีญาติไร ๆ ที่พอจะระลึกถึง

เพราะกรรมที่มีวิบากเป็นทุกข์เผ็ดร้อน     ที่สัตว์เหล่านั้นทำไว้เป็นปัจจัย    แก่

สัตว์ที่เป็นเปรตเหล่านั้น   ซึ่งเที่ยวมุ่งหวังต่อญาติทั้งหลายว่า  เมื่อข้าวน้ำเป็นต้น

แม้ไม่ใช่น้อย    ที่ญาติเข้าไปตั้งไว้  [ในสงฆ์]    น่าที่ญาติทั้งหลาย    จะพึงให้

อะไร ๆ อุทิศพวกเรากันบ้างอย่างนี้   จึงตรัสว่า

เมื่อข้าวน้ำ  ของเคี้ยว  ของกิน  อัน เขาเข้าไปตั้ง

ไว้เป็นอันมา  [ในสงฆ์]  ญาติไร  ๆ  ของสัตว์เหล่านั้น

ก็ระลึกไม่ได้   เพราะกรรมของสัตว์ทั้งหลายเป็นปัจจัย.

เมื่อทรงสรรเสริญทานที่พระราชาถวายอุทิศพวกพระประยูรญาติของพระราชา ที่

เกิดในปิตติวิสัย [เกิดเป็นเปรต] อีก  จึงตรัสพระคาถาที่ ๒ ว่า   เอว   ททนฺติ

าตีน   เป็นต้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 288

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  เอว   เป็นคำอุปมา.   คำว่า  เอว  นั้น

สัมพันธ์ความเป็น ๒ นัย   คือ

๑.  ชนเหล่าใดเป็นผู้เอ็นดู.   ชนเหล่านั้น  ย่อมให้ข้าวน้ำเป็นต้น     เพื่อ

ญาติทั้งหลาย    เมื่อญาติไร ๆ แม้ระลึกไม่ได้     เพราะกรรมของสัตว์เหล่านั้น

เป็นปัจจัยอย่างนี้.

๒.  ถวายพระพรชนเหล่าใด     เป็นผู้เอ็นดู      ชนเหล่านั้น       ย่อม

ให้ข้าวน้ำอันสะอาด ประณีต เป็นกัปปิยะของควรตามกาล   เพื่อญาติทั้งหลาย

เหมือนอย่างมหาบพิตรถวายทานฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   ททนฺติ  ได้แก่  ให้  อุทิศ   มอบให้.  บทว่า

าตีน    ได้แก่     คนที่เกี่ยวเนื่องข้างมารดาและข้างบิดา.     บทว่า   เย   ได้แก่

พวกใดพวกหนึ่งไม่ว่า  บุตร  ธิดา  หรือพี่น้อง.  บทว่า  โหนฺติ  แปลว่า ย่อมมี

บทว่า  อนุกมฺปกา ได้แก่ผู้ประสงค์ประโยชน์ผู้แสวงประโยชน์เกื้อกูล. บทว่า

สุจึ   ได้แก่   ไร้มลทิน    ควรชม    ชื่นใจ    เป็นธรรม   ได้มาโดยธรรม.  บทว่า

ปณีต    ได้แก่สูงสุด   ประเสริฐสุด.    บทว่า   กาเลน   ได้แก่   ตามกาลที่พวก

เปรตผู้เป็นยาติมายืนอยู่ภายนอกฝาเรือน เป็นต้น.     บทว่า    กปฺปิย    ได้แก่

ควร  เหมาะ    สมควรบริโภคของพระอริยะทั้งหลาย.    บทว่า   ปานโภชน

ได้แก่  น้ำด้วย  ข้าวด้วย   ชื่อว่า  น้ำและข้าว.     ในที่นี้   ท่านประสงค์เอาไทย-

ธรรมทุกอย่าง  โดยยกน้ำและข้าวขึ้นนำหน้า.

 

การพรรณนาคาถาที่ ๔ สัมพันธ์กับคาถาที่ ๓

พระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อทรงสรรเสริญน้ำและข้าวที่พระเจ้ามคธรัฐทรง

ถวาย  เพื่ออนุเคราะห์หมู่พระประยูรญาติที่เป็นเปรต  อย่างนี้   จึงตรัสว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 289

ชนเหล่าใดเป็นผู้เอ็นดู    ชนเหล่านั้นย่อมให้น้ำ

และข้าวอันสะอาดประณีตเป็นของควรตามกาลอย่างนี้.

เมื่อทรงแสดงประการที่ทานซึ่งให้แล้ว      เป็นอันให้เพื่อญาติเหล่านั้นอีก   จึง

ตรัสกิ่งต้นแห่งคาถาที่ ๔ ว่า  อท   โว  ญาตีน  โหตุ เป็นต้น .  พึงสัมพันธ์

ความกับกึ่งต้นของคาถาที่ ๓ ว่า

ชนเหล่าใด   เป็นผู้เอ็นดู    ชนเหล่านั้นย่อมให้น้ำ

และข้าวอย่างนี้ว่า   ขอทานนี้แล   จงมีแก่ญาติทั้งหลาย

ขอญาติทั้งหลาย  จงประสบสุขเกิด.

ด้วยเหตุนั้น     ตัวอย่างอาการที่พึงให้เป็นอันทรงทำแล้ว    ด้วย  เอว  ศัพท์   ที่มี

อรรถว่าอาการในคำนี้ว่า   ชนเหล่านั้น   ย่อมให้โดยอาการอย่างนี้ว่า   ขอทานนี้

แลจงมีแก่ญาติทั้งหลาย  ไม่ใช่โดยอาการอย่างอื่น.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  อิท.    เป็นบทแสดงตัวอย่างไทยธรรม.

บทว่า  โว   เป็นเพียงนิบาตอย่างเดียว    ไม่ใช่ฉัฏฐีวิภัตติ   เหมือนในประโยค

เป็นต้นอย่างนี้ว่า     กจฺจิ   ปน   โว   อนุรุทฺธา   สมคฺคา   สมฺโมทมานา.

และว่า    เยหิ   โว   อริยา.  บทว่า    าตีน   โหตุ   ความว่า    จงมีแก่ญาติ

ทั้งหลายที่เกิดขึ้นปิตติวิสัย.    บทว่า   สุขิตา   โหนฺติ   าตโย    ความว่า  ขอ

พวกญาติที่เข้าถึงปิตติวิสัยเหล่านั้น    จงเป็นผู้เสวยผลทานนี้   มีความสุขเถิด.

 

พรรณนาตอนปลายของคาถาที่  ๔

สัมพันธ์กับตอนต้นของคาถาที่  ๕

พระผู้มีพระภาคเจ้า       เมื่อทรงแสดงประการที่ทานอันญาติ พึงให้แก่

ญาติทั้งหลายที่เข้าถึงปิตติวิสัยจึงตรัสว่า   ขอทานนี้แลจงมีแก่ญาติทั้งหลาย  ขอ

ญาติทั้งหลายจงประสบสุขดังนี้  เพราะเหตุที่เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ขอ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 290

ทานนี้แล  จงมีแก่ญาติทั้งหลาย   กรรมที่คนหนึ่งทำแล้วย่อมไม่ให้ผลแก่อีกคน

หนึ่ง     แต่วัตถุนั้นที่ญาติให้อุทิศอย่างนั้นอย่างเดียว     ย่อมเป็นปัจจัยแก่กุศล

กรรมของญาติทั้งหลาย  ฉะนั้นเมื่อทรงแสดงประการที่กุศลกรรม  อันให้เกิดผล

ในทันที่   เพราะวัตถุนั้นนั่นแลอีก     จึงตรัสกึ่งหลังแห่งคาถาที่   ๔   ว่า   เต   จ

ตตฺถ    และกิ่งต้นแห่งคาถาที่ ๕ ว่า   ปหูเต   อนฺนปานมฺหิ.

กึ่งต้นและกึ่งหลังแห่งคาถาเหล่านั้น  มีความว่า    ท่านอธิบายไว้ว่าเปรต

ที่เป็นญาติเหล่านั้น    มาโดยรอบ  มาร่วมกัน ประชุมอยู่ในที่แห่งเดียวกัน  ในที่ ๆ

ญาติให้ทานนั้น.     ท่านอธิบายไว้ว่า     เปรตเหล่านั้นมาโดยชอบ   มาร่วมกัน

มาพร้อมกันเพื่อความต้องการอย่างนี้ว่า       ญาติทั้งหลายของเราจักอุทิศทานนี้

เพื่อประโยชน์แก่เราทั้งหลาย.   บทว่า  ปหูเต    อนฺนปานมฺหิ    ความว่า    ใน

ข้าวน้ำที่ญาติให้อุทิศเพื่อตนมีมากนั้น.   บทว่า   สกฺกจฺจ    อนุโมทเร  ความว่า

เปรตเหล่านั้นเชื่อมั่น  ผลกรรมไม่ละความยำเกรง   มีจิตไม่กวัดแกว่ง   ย่อมยินดี

อนุโมทนา   เกิดปีติปราโมชว่า    ทานนี้จงมีผลเพื่อประโยชน์เกื้อกูล   เพื่อสุข

แก่เราทั้งหลาย.

 

พรรณนาตอนปลายของคาถาที่  ๕

สัมพันธ์กับตอนต้นของคาถาที่  ๖

พระผู้มีพระภาคเจ้า   เมื่อทรงแสดงประการที่กุศลกรรม  ให้ผลเกิดใน

ทันที่   แก่ญาติทั้งหลายที่เข้าถึงปิตติวิสัย  อย่างนี้จึงตรัสว่า

พวกเปรตที่เป็นญาติเหล่านั้นพากันมาในที่นั้น

ประชุมพร้อมแล้ว   ต่างก็อนุโมทนาโดยเคารพในข้าว

น้ำเป็นอันมาก.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 291

เมื่อทรงแสดงอาการชมเชยปรารภญาติทั้งหลายของเปรตเหล่านั้น      ที่เสวยผล

แห่งกุศลกรรม     อันบังเกิดเพราะอาศัยพวกญาติอีก     จึงตรัสกึ่งหลังแห่งคาถา

ที่   ๕   ว่า    จิร    ชีวนฺตุ     และกึ่งต้นแห่งคาถาที่  ๖  ว่า  อมฺหากญฺจ   กตา

ปูตา.

กึ่งหลังและกึ่งต้นแห่งคาถาเหล่านั้นมีความว่า    บทว่า   จิร    ชีวนฺตุ

ได้แก่มีชีวิตอยู่นาน ๆ  มีอายุยืน.  บทว่า    โน   าตี    แปลว่า   ญาติทั้งหลาย

ของพวกเรา.    บทว่า   เยส   เหตุ   ได้แก่   เพราะอาศัยญาติเหล่าใด     เพราะ

เหตุแห่งญาติเหล่าใด.    บทว่า    ลภามฺหเส   แปลว่า  ได้.  หมู่เปรตกล่าวอ้าง

สมบัติที่ตนได้ในขณะนั้น.

จริงอยู่   ทักษิณา   ย่อมสำเร็จผล  คือ  ให้เกิดผลในขณะนั้นได้   ก็

ด้วยองค์  ๓  คือ   ด้วยการอนุโมทนาด้วยตนเองของเปรตทั้งหลาย  ๑  ด้วย

การอุทิศของทายกทั้งหลาย  ๑  ด้วยการถึงพร้อมแห่งทักขิไณยบุคคล   ๑.

บรรดาองค์ทั้ง  ๓  นั้น    ทายกทั้งหลายเป็นเหตุพิเศษ    ด้วยเหตุนั้น

เปรต.  ทั้งหลายจึงกล่าวว่า  เยส  เหตุ   ลภามฺหเส  ย่อมได้เพราะเหตุแห่งญาติ

[ที่เป็นทายก]  เหล่าใด.    บทว่า   อมฺหากญฺจ   กตา   ปูชา   ความว่า  และ

ญาติทั้งหลายที่อุทิศทานนี้อย่างนี้ว่า   อทานนี้จงมีแก่ญาติทั้งหลายของเรา ดังนี้

ชื่อว่า ทำการบูชาพวกเราแล้ว.  ทายกา   จ   อนิปฺผลา    ความว่า  กรรมที่

สำเร็จมาแต่การบริจาค   อันทายกทำแล้วในสันดานใด  ทายกทั้งหลาย   ชื่อว่า

ไม่ไร้ผล  ก็เพราะกรรมนั้น ให้ผลในสันดานนั้นเท่านั้น.  ในข้อนี้ผู้ทักท้วงกล่าว

ว่า    ญาติทั้งหลายที่เข้าถึงปิตติวิสัยได้เท่านั้นหรือ  หรือว่า  แม้คนอื่น ๆ ก็ได้.

ขอชี้แจงดังนี้     พระผู้มีพระภาคเจ้า  ถูกพราหมณ์  ชื่อ  ชาณุสโสณิ  ทูลถาม

แล้ว   ก็ทรงพยากรณ์ข้อนี้ไว้ดังนี้ว่า    ในข้อนี้  เราจะพึงกล่าวคำอะไร.   สมจริง

ดังที่พระสังคีติกาจารย์กล่าวไว้ดังนี้ว่า

 

๑. อัง.ทสก.   ๒๔/ข้อ   ๑๖๖   ชาณุสโสณีสูตร.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 292

ชาณุสโสณิพราหมณ์ทูลถามว่า

ข้าแต่ท่านพระโคดม พวกข้าพเจ้าชื่อว่าพราหมณ์

ย่อมไห้ทาน  ย่อมทำความเชื่อว่า ทานนี้จะสำเร็จผลแก่

เปรตทั้งหลายที่เป็นญาติสาโลหิต  เปรตทั้งหลายที่เป็น

ญาติสาโลหิต  จะบริโภคทานนี้.   ข้าแต่ท่านพระโคดม

ทานนั้น     จะสำเร็จผลแก่เปรตทั้งหลายที่เป็นญาติสา-

โลหิตบ้างไหม   เปรตทั้งหลายที่เป็นญาติสาโลหิต  จะ

บริโภคทานนั้น ได้บ้างไหม.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

ดูก่อนพราหมณ์จะสำเร็จผลในที่เป็นฐานะ    ไม่

สำเร็จผลในที่เป็นอัฏฐานะ.

ชาณุสโสณิพราหมณ์ทูลถามว่า

ข้าแต่ท่านพระโคดม     ที่อย่างไรเป็นฐานะ    ที่

อย่างไรเป็นอัฏฐานะ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

ดูก่อนพราหมณ์    คนบางตนในโลกนี้ทำปาณา-

ติบาต  ฯลฯ   เป็นมิจฉาทิฏฐิ     เบื้องหน้าแต่ตายเพราะ

กายแตกไป    เขาย่อมเข้าถึงนรก     อาหารอันใดของ

เหล่าสัตว์นรก  เขาย่อมยังชีพให้เป็นไปในนรกนั้น ด้วย

อาหารอันนั้น   เขาดำรงอยู่ได้ในนรกนั้น     ด้วยอาหาร

อันนั้น.

ดูก่อนพราหมณ์     ทานนั้นย่อมไม่สำเร็จผลแก่

สัตว์ผู้ตั้งอยู่ในนรกใด   นรกนั้นแล  ชื่อว่า   อัฏฐานะ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 293

ดูก่อนพราหมณ์     คนบางตนในโลกนี้ทำปาณา-

ติบาต   ฯลฯ   เป็นมิจฉาทิฏฐิ    เบื้องหน้าแต่ตายเพราะ

กายแตกไป  เขาเข้าถึงกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน.   อาหาร

อันใดของเหล่าสัตว์ที่เกิดในกำเนิดสัตว์ เดียรัจฉาน เขา

ย่อมยังชีพให้เป็นไปในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานนั้นด้วย

อาหารอันนั้น  ย่อมดำรงอยู่ได้ในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน

นั้น  ด้วยอาหารอันนั้น.

ดูก่อนพราหมณ์      ทานนั้น  ย่อมไม่สำเร็จผลแก่

สัตว์ผู้ตั้งอยู่ในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานใด    กำเนิดสัตว์

เดียรัจฉานนั้นแล  ชื่อว่า   อัฏฐานะ.

ดูก่อนพราหมณ์  คนบางคนในโลกนี้   เว้นขาด

จากปาณาติบาต   ฯลฯ   เป็นสัมมาทิฏฐิ  เบื้องหน้าแต่

ตายเพราะกายแตกไป    เขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหาย

ของหมู่เทวดา  อาหารอัน ใดของหมู่เทวดา   เขายังชีพ

ให้เป็นไปในเทวโลกนั้นด้วยอาหารอันนั้น    เขาดำรง

อยู่ได้ในเทวโลกนั้นด้วยอาหารอันนั้น.

ดูก่อนพราหมณ์    ทานนั้น    ย่อมไม่สำเร็จผลแก่

สัตว์ผู้ตั้งอยู่ในเทวโลกใด เทวโลกนี้แล ก็ชื่อว่าอัฏฐานะ

ดูก่อนพราหมณ์   คนบางคนในโลกนี้   ทำปาณา

ติบาต   ฯลฯ  เป็นมิจฉาทิฏฐิ   เบื้องหน้าแต่ตายเพราะ

กายแตกไป  เขาย่อมเข้าถึงปิตติวิสัย  อาหารอันใดของ

หมู่สัตว์ที่เข้าถึงปิตติวิสัย    เขาย่อมยังชีพให้เป็นไปใน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 294

ปิตติวิสัยนั้นด้วยอาหารอันนั้น  เขาดำรงอยู่ได้ในปิตติ-

วิสัยนั้น  ด้วยอาหารอันนั้น ก็หรือว่า  หมู่มิตรสหายหรือ

หมู่ญาติสาโลหิต   มอบทานอันใดจากมนุษยโลกนี้ไป

ให้แก่เขา  เขาย่อมยังชีพให้เป็นไปในปิตติวิสัยนั้นด้วย

ทานอันนั้น   เขาดำรงอยู่ได้ในปิตติวิสัยนั้น     ด้วยทาน

อันนั้น    ดูก่อนพราหมณ์   ทานนั้น     ย่อมสำเร็จผลแก่

สัตว์ผู้ตั้งอยู่ในปิตติวิสัยใด  ปิตติวิสัยนี้แต่ชื่อว่า  ฐานะ.

ชาณุสโสณิพราหมณ์ทูลถามว่า

ข้าแต่ท่านพระโคดม  ถ้าหากว่าเปรตผู้เป็นญาติ-

สาโลหิตนั้น   ไม่เข้าถึงฐานะนั้น     ใครเล่าบริโภคทาน

นั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

ดูก่อนพราหมณ์  หมู่เปรตที่เป็นญาติสาโลหิตแม่

เหล่าอื่นของเขา ที่เข้าถึงฐานะนั้น  บริโภคทานนั้นนะสิ.

ชาณุสโสณิพราหมณ์ทูลถามว่า

ข้าแต่ท่านพระโคดม ทั้งเปรตที่เป็นญาติสาโลหิต

ผู้นั้น    ก็ไม่เข้าถึงฐานะนั้น   ทั้งหมู่เปรตที่เป็นญาติสา-

โลหิตแม้เหล่าอื่นของเขา ก็ไม่เข้าถึงฐานะนั้น  ใครเล่า

จะบริโภคทานนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

ดูก่อนพราหมณ์    ฐานะที่จะพึงว่างจากญาติสา-

โลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วโดยกาลช้านานเช่นนี้   มิใช่ฐานะ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 295

มิใช่โอกาสที่จะมีได้  ก็แต่ว่า   แม้ทายกผู้ให้ย่อมไม่ไร้

ผลนะพราหมณ์.

 

พรรณนาตอนปลายของคาถาที่  ๖

สัมพันธ์กับคาถาที่  ๗

พระผู้มีพระภาคเจ้า      เมื่อทรงชมพระราชาเพราะอาศัยสมบัติของหมู่

พระประยูรญาติในชาติก่อนของพระเจ้ามคธรัฐ  ที่เข้าถึงปิตติวิสัย  จึงทรงแสดง

ว่า   ขอถวายพระพร   พระประยูรญาติของมหาบพิตรเหล่านี้ดีใจ  พากันชมเชย

ในทานสัมปทาน   จึงตรัสว่า

หมู่เปรตพากันชมว่า   พวกเราได้สมบัติ   เพราะ

เหตุแห่งญาติเหล่าใด   ขอญาติเหล่านั้นของพวกเราจง

มีชีวิตอยู่ยั่งยืน   และญาติเหล่านั้นทำการบูชาพวกเรา

แล้ว  ทั้งทายกทั้งหลาย   ก็ไม่ไร้ผล   ดังนี้.

เมื่อทรงแสดงความไม่มีเหตุที่ให้ได้สมบัติอย่างอื่น  มีกสิกรรมและโครักขกรรม

เป็นต้น    ของหมู่เปรตที่เข้าถึงปิตติวิสัยเหล่านั้น    แต่ความที่หมู่เปรตเหล่านั้น.

ยังชีพให้เป็นไปด้วยทาน  ที่ญาติให้จากมนุษยโลกนี้  จึงตรัสกึ่งหลังแห่งคาถาที่

๖   ว่า    น  หิ   ตตฺถ  กสิ  อตฺถิ  และคาถาที่   ๗   นี้ว่า  วณิชฺชา  ตาทิสี

เป็นต้น.

ในคาถานั้น    พรรณนาความดังนี้   ขอถวายพระพร  ก็ในปิตติวิสัยนั้น

ไม่มีกสิกรรมที่หมู่เปรตเหล่านั้นจะอาศัยแล้วได้สมบัติ.   บทว่า     โครกฺเขตฺถ

น   วิชฺชติ   ความว่า  ไม่ใช่ไม่มีกสิกกรรมอย่างเดียวเท่านั้นดอก  ในปิตติวิสัย

นั้น  ก็ไม่มีแม้แต่โครักขกรรม  ที่หมู่เปรตเหล่านั้น   จะอาศัยแล้วได้สมบัติ.

บทว่า   วณิชฺชา   ตาทิสี   นตฺถิ   ความว่า   ไม่มีแม้การค้าขาย   ที่จะเป็นเหตุให้


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 296

ได้สมบัติของหมู่เปรตเหล่านั้น.   บทว่า    หิรญฺเน   กยากย  ความว่า  ใน

ปิตติวิสัยนั้น     ไม่มีแม้แต่การซื้อขายด้วยเงินซึ่งจะพึงเป็นเหตุไห้ได้สมบัติของ

หมู่เปรตเหล่านั้น.

บทว่า  อิโต  ทินฺเนน  ยาเปนฺติ  เปตา  กาลตา  ตหึ    ความว่า

แต่หมู่เปรต    ย่อมยังชีพให้เป็นไป    ยังอัตภาพ    ให้ดำเนินไป    ด้วยทาน

ที่หมู่ญาติ      หรือหมู่มิตรสหาย        ให้ไปจากมนุษยโลกนี้แต่อย่างเดียว.

บทว่า   เปตา   ได้แก่  หมู่สัตว์ที่เข้าถึงปิตติวิสัย.  บทว่า  กาลคตา  ได้แก่  ไป

ตามเวลาตายของตน.   อธิบายว่า   ทำกาละ   ทำมรณะ.   บทร่า  ตหึ   ได้แก่

ในปิตติวิสัยนั้น.

 

พรรณนาสองคาถาคือคาถาที่ ๘ และคาถาที่ ๙

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้น ตรัสว่า   ผู้ทำกาลกิริยาละไปแล้วย่อมยังอัค

ภาพให้เป็นไปในปิตติวิสัยนั้น    ด้วยทานที่หมู่ญาติมิตรสหายให้แล้วจากมนุษย-

โลกนี้   อย่างนี้แล้ว   บัดนี้    เมื่อทรงประกาศความนั้น    ด้วยข้ออุปมาทั้งหลาย

จึงตรัส  ๒ คาถานี้ว่า   อุนฺนเต  อุทก  วุฏฺ   เป็นต้น

คาถานั้น    มีความว่า   น้ำที่หมู่เมฆให้ตกลงบนที่ดอนบนบก  บนภูมิ-

ภาคที่สูง   ย่อมไหลลงที่ลุ่ม   คือไหลไปถึงภูมิภาคที่ลุ่มต่ำ   ฉันใด   ทานที่หมู่

ญาติมิตรสหายให้จากมนุษยโลกนี้  ย่อมสำเร็จผลอธิบายว่าบังเกิดผลปรากฏผล

แก่หมู่เปรต  ฉันนั้นเหมือนกัน.  จริงอยู่    เปตโลก   โลกเปรต   ชื่อว่า    ฐานะ

ที่ตั้งแห่งความสำเร็จผลแห่งทาน      เหมือนที่ลุ่มเป็นฐานะที่ขังน้ำอันไหลมา.

เหมือนอย่างตรัสไว้ว่า    ดูก่อนพราหมณ์    ทานนั้นย่อมสำเร็จผลแก่สัตว์ที่ตั้ง

อยู่ในปิตติวิสัยใด   ปิตติวิสัยนั้นแล   เป็นฐานะ  ดังนี้  เหมือนย่างว่า    น้ำที่ไหล

มาจากชุมนุมด้วย   ซอกเขา  คลองใหญ่  คลองซอย   หนองบึง   เป็นแม่น้ำใหญ่


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 297

เต็มเข้าก็ทำให้สาครทะเลเต็มเปี่ยม     ฉันใด    ทานที่ญาติมิตรสหายให้ไปจาก

มนุษยโลกนี้   ย่อมสำเร็จผลแก่หมู่เปรตตามนัยที่กล่าวมาก่อนแล้ว    แม้ฉันนั้น.

 

พรรณนาคาถาที่  ๑๐

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นทรงประกาศความนี้ว่า   ผู้ทำกาลกิริยาละไป

แล้ว   ย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปในปิตติวิสัยนั้น   ด้วยทานที่ญาติมิตรสหาย  ให้

ไปจากมนุษยโลกนี้   ดังนี้แล้ว   เมื่อทรงแสดงอีกว่า  เพราะเหตุที่หมู่เปรตเหล่า

นั้น  หวังเต็มที่ว่าพวกเราจักได้อะไร ๆ จากมนุษยโลกนี้   แม้พากันนาถึงเรือน

ญาติแล้วก็ไม่สามารถจะร้องขอว่า   ขอท่านทั้งหลาย  โปรดให้ของชื่อนี้แก่พวก

เราเถิด  ฉะนั้น  กุลบุตรเมื่อระลึกถึงสิ่งที่ควรระลึกเหล่านั้น  พึงให้ทักษิณา  เพื่อ

หมู่เปรตเหล่านั้น  จึงตรัสคาถานี้ว่า  อทาสิ  เม   เป็นต้น.

คาถานั้น  มีความว่า  กุลบุตรเมื่อระลึกทุกอย่างอย่างนี้ว่า   ท่านได้ให้

ทรัพย์หรือธัญญาหารชื่อนี้แก่เรา  ท่านได้พากเพียรด้วยตนเอง ได้กระทำกิจชื่อ

นี้แก่เรา    คนโน้นเป็นญาติ     เพราะเกี่ยวเนื่องข้างมารดาหรือข้างบิดาของเรา

คนโน้นเป็นมิตร เพราะสามารถช่วยเหลือ  โดยสิเนหา  และคนโน้นเป็นเพื่อน

เล่นฝุ่นด้วยกันของเรา  ดังนี้  พึงให้ทักษิณา  พึงมอบทานให้แก่เขาผู้ล่วงลับไป

แล้ว.

มีปาฐะอื่นอีกว่า  เปตาน   ทกฺขิณา   ทชฺชา.     ปาฐะนั้นมีความว่า

ชื่อว่า ทัชชา เพราะเป็นของที่พึงให้. ของที่พึงให้นั้นคืออะไร ก็คือทักษิณาเพื่อ

เขาผู้ล่วงลับไปแล้ว. ด้วยเหตุนั้น กุลบุตรเมื่อระลึกถึงท่าน อธิบายว่า เมื่อนึกถึง

กิจที่ท่านทำมาแต่ก่อน  โดยนัยว่า  ท่านได้ให้สิ่งนี้แก่เรา   ดังนี้เป็นต้น.   คำนี้.

พึงทราบว่าเป็นปฐมาวิภัตติ  ลงในอรรถประสงค์เป็นตติยาวิภัตติ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 298

พรรณนาคาถาที่  ๑๑

 

พระผู้มีพระภาคเจ้า    เมื่อทรงแสดงอนุสสรณวัตถุที่เป็นเหตุ   ในการ

มอบให้ซึ่งทักษิณาเพื่อหมู่เปรตทั้งหลายอย่างนี้    จึงตรัสว่า

กุลบุตรเมื่อระลึกถึงกิจที่ท่านทำมาแต่ก่อนว่า

ท่านได้ให้สิ่งนี้แก่เรา ได้ทำกิจแก่เรา ได้เป็นญาติมิตร

สหายของเรา  พึงให้ทักษิณาแก่ท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว.

เมื่อทรงแสดงอีกว่า    ชนเหล่าใด     มีการร้องไห้และเศร้าโศกเป็นต้นเป็นเบื้อง

หน้า  เพราะความตายของญาติ  ดำรงอยู่.  ผู้ล่วงลับไปแล้ว   ย่อมไม่ให้อะไร ๆ

เพื่อประโยชน์แก่ชนเหล่านั้น     การร้องไห้และการเศร้าโศกเป็นต้นนั้น  ของชน

เหล่านั้น     มีแต่ทำตัวให้เดือดร้อนอย่างเดียวเท่านั้น   ย่อมไม่ยังประโยชน์อะไร ๆ

ให้สำเร็จแก่ผู้ล่วงลับไปแล้วเลย  จึงตรัสคาถานี้ว่า  น หิ  รุณฺณ  วา  เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  รุณฺณ  ได้แก่  การร้องไห้  ความร่ำไห้

ความที่น้ำตาร่วง   ทรงแสดงความลำบากกายด้วยบทนี้.  บทว่า  โสโก   ได้แก่

ความเศร้า     ความโศกเศร้า.     ทรงแสดงความลำบากใจด้วยบทนี้.     บทว่า

ยาวญฺา    ได้แก่   หรือว่านอกจากร้องไห้เศร้าโศกใด.    บทว่า    ปริเทวนา

ได้แก่ การพร่ำเพ้อการรำพันถึงคุณ  โดยนัยว่า โอ้  ลูกคนเดียว  ที่รัก  ที่พึงใจ

อยู่ไหนดังนี้เป็นต้น    ของคนที่ถูกความเสื่อมเสียญาติกระทบแล้ว.   ทรงแสดง

ความลำบากวาจาด้วยบทนี้.

 

พรรณนาคาถาที่   ๑๒

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้น ทรงแสดงการร้องไห้เป็นต้น ไม่เป็นประโยชน์

ว่า  การรำพันอย่างอื่นแม้ทั้งหมด  ไม่มีเพื่อประโยชน์แก่ผู้ล่วงลับ ไปแล้ว  ที่แท้


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 299

มีแต่ทำตัวให้เดือดร้อนอย่างเดียวเท่านั้น   ญาติทั้งหลายก็ตั้งอยู่อย่างนั้นดังนี้แล้ว

เมื่อทรงแสดงความที่ทักษิณาซึ่งพระเจ้ามคธรัฐ  ทรงถวายแล้วมีประโยชน์     จึง

ตรัสคาถานี้ว่า   อยญฺจ   โข   ทกฺขิณา   ดังนี้เป็นต้น.

คาถานั้น   มีความว่า  ขอถวายพระพร  ทักษิณานี้แล  มหาบพิตรถวาย

อุทิศหมู่พระประยูรญาติของมหาบพิตรในวันนี้ เพราะเหตุที่พระสงฆ์เป็นเนื้อนา-

บุญอันยอดเยี่ยมของโลก   ฉะนั้น   ทักษิณานั้น    พึงเป็นทักษิณาที่ทรงตั้งไว้ดี

แล้วในพระสงฆ์  จึงสำเร็จผล  ท่านอธิบายว่า  สัมฤทธิ์ผลิตผล  เพื่อประโยชน์

เกื้อกูล   เพื่อสุขแก่แต่ชนสิ้นกาลนาน.  ก็บทว่า   อุปกปฺปติ  ได้แก่   สำเร็จผล

โดยฐานะ คือสัมฤทธิ์ผลในขณะนั้นทันที ไม่นานเลย. เหมือนอย่างว่า ข้อที่แจ่ม

แจ้งในทันทีทันใด    ก็ตรัสว่า    ก็ข้อนั้นแจ่มแจ้งกะตถาคตโดยฐานะ    ฉันใด

ทักษิณาที่สำเร็จผลในทันทีทันใด   แม้ในที่นี้    ก็ตรัสว่า    สำเร็จผลโดยฐานะ

ฉันนั้น.  ฐานะใด   ตรัสไว้ว่า   ดูก่อนพราหมณ์   ทานนั้น     ย่อมสำเร็จผลแก่

สัตว์ผู้ตั้งอยู่ในปิตติวิสัยใด  ปิตติวิสัยนั้นแล   เป็นฐานะดังนี้.  ทักษิณาที่สำเร็จ

ผลในฐานะนั้น  อันต่างโดยประเภทมีขุปปิปาสิกเปรต  วันตาสาเปรต  ปรทัตตูป-

ชีวีเปรตและนิชฌามตัณหิกเปรตเป็นต้น    ก็ตรัสว่า     ย่อมสำเร็จผลโดยฐานะ

เหมือนผู้ให้กหาปณะ   ในโลกเขาก็เรียกกันว่า  ผู้นั้น ให้กหาปณะ  ฉะนั้น.  แต่

ในอรรถวิกัปนี้  บทว่า อุปกปฺปติ ได้แก่ ปรากฏผล ท่านอธิบายว่าบังเกิดผล.

 

พรรณนาคาถานี้  ๑๓

พระผู้มีพระภาคเจ้า   เนื้อทรงแสดงความที่ทักษิณา  ซึ่งพระราชาถวาย

แล้ว   มีประโยชน์อย่างนี้   จึงตรัสว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 300

ที่ทักษิณานี้แล  มหาบพิตรถวายแล้ว  เข้าไปตั้ง

ไว้ดีแล้วในพระสงฆ์    ย่อมสำเร็จผลโดยฐานะ    เพื่อ

ประโยชน์เกื้อกูลแต่เปรตตลอดกาลนาน  ดังนี้.

เพราะเหตุที่ญาติธรรม  อันพระราชาผู้ทรงถวายทักษิณานี้   ทรงแสดง

แล้วด้วยทรงทำกิจที่หมู่ญาติควรทำแก่หมู่ญาติ   ทรงทำให้ปรากฏแก่ชนเป็นอัน

มากหรือทรงยกเป็นตัวอย่างว่า  ญาติธรรมแม้ท่านทั้งหลายก็พึงบำเพ็ญด้วยการ

ทำกิจที่หมู่ญาติพึงทำอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่พึงทำตัวให้เดือดร้อนด้วยการร้องไห้

เป็นต้น ซึ่งไร้ประโยชน์  การบูชาหมู่เปรตอันพระราชาผู้ทรงยังหมู่เปรตเหล่านั้น

ให้ประสพทิพยสมบัติทรงทำแล้วอย่างโอฬาร       และกำลังของภิกษุทั้งหลาย

อันพระราชาผู้ทรงอังคาสเลี้ยงดูภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้อิ่มหนำ

สำราญ  ด้วยข้าวน้ำเป็นต้น   ชื่อว่าทรงเพิ่มให้แล้ว   และบุญมิใช่น้อย  อันพระ

ราชาทรงยังจาคเจตนา      มีคุณคือความอนุเคราะห์เป็นต้นเป็นบริวารให้เกิดก็

ทรงประสพแล้ว  ฉะนั้น  เมื่อทรงยังพระราชาให้ทรงร่าเริงด้วยคุณตามเป็นจริง

เหล่านั้นอีก   จึงทรงจบเทศนาด้วยพระคาถานี้ว่า

ญาติธรรมนี้นั้น  เป็นอันทรงแสดงแล้ว  ๑  การ

บูชาเปตชน   ก็ทรงทำอย่างโอฬาร      กำลังของภิกษุ

ทั้งหลาย  ก็ทรงเพิ่มให้แล้ว     บุญมิใช่น้อย  พระองค์

ทรงขวนขวายแล้ว ๑.

อีกนัยหนึ่ง    พระผู้มีพระภาคเจ้า    ทรงชี้แจงพระราชาด้วยธรรมีกถา

ด้วยบทคาถานี้ว่า    โส   าติธมฺโม   จ   อย   นิทสฺสิโต.   ความจริง   การ

แสดงญาติธรรมนี่เอง เป็นการชี้บ่อย ๆ ในข้อนี้.   ทรงชักชวนด้วยบทคาถานี้ว่า