พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 251

" ภมรมิให้ดอกไม้เสียสี      และเสื่อมกลิ่น

เคล้าเอาแต่รส  แล้วบินไป  แม้ฉันใด มุนี  พึงเที่ยว

ไปในบ้าน  ฉันนั้น "  ดังนี้.

เพื่อจะประกาศคุณของพระเถระเจ้าให้ยิ่ง ๆ    ขึ้นไป   จึงตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น    ที่มัจฉริยเศรษฐี.

ถูก     โมคคัลลานะทรมาน    แม้ในครั้งก่อน    โมคคัลลานะก็เคย

ทรมานเขา      ให้รู้ความสัมพันธ์แห่งกรรม     และผลแห่งกรรม

มาแล้วเหมือนกัน  แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก  ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุง-

พาราณสี  เศรษฐี  ชื่ออิลลีสะ  มีทรัพย์  ๘๐  โกฏิ  ประกอบด้วย

บุรุษโทษหลายสถาน  เป็นคนกระจอก  ง่อย  ตาเหล่  ไม่มีศรัทธา

ไม่เลื่อมใส    ตระหนี่     ไม่ให้แก่คนอื่น    และไม่บริโภคด้วยตนเอง

ได้มีในพระนครพาราณสี     เรือนของเศรษฐีนั้นได้เป็นเหมือน

สระโบกขรณี   ที่รากษสยึดครอง   แต่มารดาบิดาของท่านเศรษฐี

เป็นผู้ให้ทาน   เป็นทานบดีมา   ๗   ชั่วตระกูล.   ครั้นอิลลีสะนั้นได้

ตำแหน่งเศรษฐีก็ทำลายสกุลวงษ์เสีย    เผาโรงทาน    เฆี่ยนขับไล่

พวกยาจก  เก็บแต่ทรัพย์เท่านั้น  วันหนึ่งอิลลีสะนั้นไปเฝ้าพระราชา

ขณะเดินมาเรือนของตน    เห็นคนบ้านนอกผู้หนึ่ง    เหน็ดเหนื่อย

จากการเดินทาง  ถือขวดเหล้ามาขวดหนึ่ง  นั่งบนตั่งน้อย  รินเหล้า

ใส่จอกสำหรับดื่มสุรารสเปรี้ยวแล้วดื่มอยู่     แกล้มด้วยแกงอ่อม

ใส่ปลาร้า  นึกอยากดื่มบ้าง  คิดว่า  ถ้าเราจักดื่มสุรา   เมื่อกำลังดื่ม


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 252

คนเป็นอันมากก็จักอยากดื่มบ้าง     ความสิ้นเปลืองทรัพย์     ก็จัก

มีแก่เราด้วยอาการอย่างนี้.     เศรษฐีอิลลีสะนั้น     อดกลั้นความ

อยากไว้  ครั้นเวลาผ่านไป  ไม่อาจอดกลั้นได้  เลยเป็นคนตัวเหลือง

เนื้อตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น     เหมือนใบฝ้ายที่แก่แล้ว.     ครั้น

วันหนึ่ง   จึงเข้าห้องนอน   เข้าไปซุกอยู่ที่เตียงน้อย   ภรรยาเข้าไป

ลูบหลัง  พลางถามว่า  นายท่านไม่สบายเป็นอะไรหรือ  ?   ถ้อยคำ

ทั้งหมด     พึงทราบโดยทำนองที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.     เมื่อ

ภรรยากล่าวว่า    ถ้าเช่นนั้น    ดิฉันจะปรุงสุราให้พอแก่ท่านผู้เดียว

เท่านั้น.    เศรษฐีดำริว่า    เมื่อปรุงสุราในเรือน    คนเป็นอันมาก

จักต้องมุงมอง    ให้ไปซื้อมาจากร้านตลาดแต่ไม่อาจนั่งดื่มในที่นี้ได้

จึงให้เงินไปประมาณมาสกหนึ่ง     ให้ไปซื้อเหล้ามาจากตลาดขวด

หนึ่ง    ให้บ่าวถือออกไปจากเมือง    ถึงฝั่งแม่น้ำ    หลบเขาสู่พุ่มไม้

พุ่มหนึ่ง   ให้บ่าววางขวดเหล้าไว้แล้ว    กล่าวว่า    เจ้าไปเถิด    ให้

บ่าวไปนั่งเสียไกล  รินเหล้าใส่จอกเริ่มดื่มสุรา.

ส่วนบิดาของเศรษฐี     อิลลีสะนั้น    เกิดเป็นท้าวสักกะ

ในเทวโลก   เพราะทำบุญทั้งหลายมีให้ทานเป็นต้น  ขณะนั้นท้าวเธอ

ดำริว่า    ทานของเรายังเป็นไปอยู่หรือไม่หนอ     ครั้นเห็นทานไม่

เป็นไป    และเห็นบุตรทำลายสกุลวงษ์เสีย    เผาโรงทาน    ขับไล่

พวกจายก     ตั้งอยู่ในความตระหนี่     กำลังเข้าพุ่มไม้ดื่มเหล้าเพียง

ผู้เดียว    เพราะกลัวว่า    จักต้องให้แก่คนอื่น ๆ    ทรงพระดำริว่า

เราต้องไป   ขนาบ    ทรมาน   อิลลีสะนั้น   ให้รู้ความสัมพันธ์แห่ง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 253

กรรมและผลแห่งกรรม    แล้วให้บำเพ็ญทาน    ทำให้เขาเหมาะสม

ที่จะเกิดในเทวโลก    ดังนี้แล้วเสด็จลงมาสู่ถิ่นมนุษย์    ทรงเนรมิต

อัตภาพเป็นคนกระจอก    ง่อย    และตาเหล่    เช่นเดียวกับเศรษฐี

อิลลีสะ  เข้าไปสู่พระนครพาราณสี  หยุด  ณ ทวารพระราชนิเวศน์

ให้กราบทูลการที่ตนมา     เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตว่า     จง

เข้ามาเถิด    จึงเข้าไปถวายบังคมพระราชาแล้วยืนอยู่.   พระราชา

มีพระดำรัสถามว่า    ดูก่อนท่านมหาเศรษฐี   เหตุไฉน   ท่านจึงมา

ผิดเวลาเล่า   กราบทูลว่า   ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้า

ข้าพระพุทธเจ้ามาโดยประสงค์ว่า     ในเรือนของข้าพระพุทธเจ้า

มีทรัพย์อยู่ประมาณ   ๘๐   โกฏิ   ขอพระองค์ได้โปรดให้ขนมาเข้า

ท้องพระคลังของพระองค์เถิด.     พระราชารับสั่งว่า     อย่าเลย

ท่านมหาเศรษฐี    ทรัพย์ในวังของเรา    มีมากกว่าทรัพย์ของท่าน.

เขากราบทูลว่า    ขอเดชะ    ถ้าพระองค์ไม่ต้องพระประสงค์   ข้า-

พระองค์จะจ่ายทรัพย์ให้ทานตามความพอใจ พระเจ้าข้า.  พระราชา

รับสั่งว่า     ให้เถิดท่านเศรษฐี.     เขารับพระบรมราชานุญาตแล้ว

ถวายบังคมพระราชา     ออกไปสู่เรือนของอิลลีสเศรษฐี.     พวก

มนุษย์ผู้เป็นอุปัฏฐากทุกคนก็พากันแวดล้อม     แม้คนหนึ่งที่จะ

สามารถรู้ว่า  ท่านผู้นี้มิใช่อิลลีสเศรษฐี ไม่มีเลย.

ครั้นท้าวสักกเทวราช     เข้าสู่เรือนแล้ว     ยืนที่ธรณีด้านใน

เรียกนายประตูมาสั่งว่า      ผู้อื่นคนใดมีรูปคล้ายเราจะเข้ามาด้วย

กล่าวว่า    นี่เรือนของเรา    พวกเจ้าพึงเฆี่ยนหลังคนนั้น    แล้วไล่


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 254

ไปเสีย   แล้วขึ้นสู่ปราสาทนั่งเหนืออาสนะอันโออ่า   ให้เชิญภรรยา

ท่านเศรษฐีมาหา      แสดงอาการอย่างท่านเศรษฐีไม่มีผิด    กล่าวว่า

นางผู้เจริญเราให้ทานกันเถิด.    ภรรยา    บุตร    ธิดา    และทาส

กรรมกรได้ยินถ้อยคำของท้าวเธอนั้นแล้ว    พากันกล่าวว่า    ตลอด

กาลนานเห็นปานนี้   ความคิดที่จะให้ทานไม่มีเลย    แต่วันนี้ดื่มสุรา

แล้ว     เกิดใจดีอยากให้ทานเป็นแน่     ทีนั้น    ภรรยาท่านเศรษฐี

จงกล่าวว่า     ท่านเจ้าคะ     เชิญท่านให้ตามพอใจเถิด.    ท้าวเธอ

กล่าวว่า    ถ้าเช่นนั้น    เธอจงเรียกคนตีกลองมา    ให้นำกลองไป

เที่ยวตีประกาศทั่วพระนครว่า    ผู้ที่ต้องการเงินทอง    แก้วมณี

และมุกดาเป็นต้น   จงพากันไปสู่เรือนของอิลลีสเศรษฐี   คนตีกลอง

ได้กระทำอย่างนั้นแล้ว     มหาชนต่างพากันถือภาชนะมีกระเช้า

กระทอเป็นต้น    ไปชุมนุมกันที่ประตูเรือน.     ท้าวสักกะทรงให้

เปิดห้องอันเต็มไปด้วยรัตนะ    ๗    ประการหลายห้อง    กล่าวว่า

เราขอให้แก่พวกท่าน     พวกท่านจงพากันขนเอาไปจนพอต้องการ

เถิด     มหาชนพากันขนทรัพย์ออกไปกองไว้ที่พื้นโถง     บรรจุลง

ภาชนะที่นำมาจนเต็มแล้ว  จึงพากันไป.

ฝ่ายมนุษย์ชาวชนบทคนหนึ่ง     เทียมโคคู่ของอิลลีสเศรษฐี

ที่รถของท่านนั่นแหละ    บรรทุกเต็มไปด้วยรัตนะ    ๗    ประการ

ออกจากพระนครเดินไปตามทางหลวง    ขับรถไปไม่ห่างพุ่มไม้นั้น

ขับไปพลาง    กล่าวถึงคุณของท่านเศรษฐีไปพลางว่า    เจ้าพ่อคุณ

เอ๋ย    ท่านอิลลีสเศรษฐี    จงมีชีวิตอยู่ถึงร้อยปีเถิด    คราวนี้เรา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 255

ไม่ต้องทำการงานเลี้ยงชีพไปจนตลอดชีวิตแล้ว     เพราะอาศัย

ท่าน  รถนี่ก็ของท่าน โคคู่ก็เป็นของท่านเหมือนกัน  แก้ว  ๗ ประการ

ก็ในเรือนของท่าน    มารดาเล่าก็มิได้ให้    บิดาก็มิได้ให้    เราได้

เพราะอาศัยท่านแท้  ๆ.   อิลลีสเศรษฐี   ฟังเสียงนั้นแล้ว   เกิดกลัว

หวาดผวาฉุกใจคิดว่า   คนผู้นี้เอาชื่อของเรามากล่าวอ้างถึงเรื่องนี้ ๆ

พระราชาพระราชทานทรัพย์ของเราแก่ชาวโลกเสียละกระมัง

หนอ  ?   โผล่ออกจากพุ่มไม้  จำโคและรถได้  กล่าวตวาดว่า  เฮ้ย

ไอ้บ่าวชาติชั่ว    โคก็ของกู    รถก็ของกู    พลางวิ่งไปจับโคที่สาย

ตะพาย   คหบดีก็ลงจากรถกล่าวว่า   เฮ้ย !  ไอ้บ่าวชั่ว   ท่านอิลลีส-

เศรษฐีให้ทานแก่คนทั้งเมือง     มึงเป็นอะไรเล่า     พลางวิ่งไปหา

ทุบที่ต้นคอ     เหมือนฟ้าฟาด    แล้วดึงรถมาขับต่อไป    ฝ่ายท่าน

อิลลีสเศรษฐีลุกขึ้นงันงก    ปัดฝุ่นแล้ววิ่งไปยึดรถไว้อีก.     คหบดี

ก็ลงจากรถ   จิกผมให้ก้มลงถองด้วยศอก   จับคอเหวี่ยงไปทางที่มา

แล้วก็หลีกไป    พอโดนเข้าอย่างนี้    ความเมาสุราของท่านเศรษฐี

ก็หายเป็นปลิดทิ้ง.     งก ๆ     เงิ่น ๆ     เดินไปที่ประตูนิเวศน์อย่าง

รวดเร็ว    เห็นมหาชนพากันขนทรัพย์ไป    ก็ตะโกนว่า    พ่อคุณ

นี่มันเรื่องอะไรกัน    พระราชารับสั่งให้มารุมปล้นทรัพย์ของข้า

หรือไร   ?   แล้วไปจับคนนั้น ๆ  ไว้  คนที่ถูกจับก็ช่วยกันประหาร

จนล้มลงใกล้เท้านั่นเอง    เศรษฐีเจ็บปวดหนัก    มุ่งจะเข้าเรือน

พวกเฝ้าประตูพากันร้องว่า   เฮ้ย   ไอ้คฤหบดีตัวร้าย   มึงจะเข้าไป

ไหน   ?    พลางหวดด้วยเรียวไผ่   จับคอไสออกไป   เศรษฐีคิดว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 256

คราวนี้เว้นพระราชาแคว้น    ใครอื่นที่จะเป็นที่พำนักของเรา

ไม่มีแล้ว  ไปสู่ราชสำนัก  กราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ

พระองค์สั่งให้คนปล้นเรือนของข้าพระองค์หรือพระเจ้าข้า   ?

พระราชารับสั่งว่า  ท่านเศรษฐี   เราไม่ได้ให้ปล้น  ท่านนั่นแหละ

มาหาเราบอกว่า     ถ้าพระองค์ไม่ทรงรับไว้    ข้าพระองค์จักให้

ทรัพย์ของข้าพระองค์เป็นทาน     ให้คนเที่ยวตีกลองป่าวร้องใน

พระนคร   แล้วได้ให้ทานมิใช่หรือ   ?   เขากราบทูลว่า   ขอเดชะ

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ   ข้าพระองค์มิได้มาสู่สำนักของพระองค์

เลย     พระองค์ไม่ทรงทราบความที่ข้าพระองค์เป็นคนตระหนี่

หรือพระเจ้าข้า   ข้าพระองค์ไม่ยอมให้แม้หยดน้ำมันด้วยปลายหญ้า

แก่ใคร  ๆ    ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ    ขอได้ทรงพระกรุณา

โปรดเรียกคนที่ให้ทานนั้นมา   ทรงพิจารณาเถิด   พระเจ้าข้า.

พระราชารับสั่งให้เรียกท้าวสักกะมา   ความแปลกกันของ

คนทั้งสอง    พระราชาก็ทรงทราบไม่ได้เลย    พวกอำมาตย์ก็ไม่

ทราบ  ท่านเศรษฐีผู้ตระหนี่กราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ

พระองค์ทรงจำไม่ได้หรือ     พระเจ้าข้า     ข้าพระองค์เป็นเศรษฐี

คนนี้มิใช่เศรษฐี.    พระราชารับสั่งว่า    เราจำไม่ได้    ยังมีใคร

ที่พอจะจำท่านได้บ้างเล่า  กราบทูลว่า  ภรรยาของข้าพระองค์ซิ

พระเจ้าข้า.    มีพระกระแสรับสั่งให้ภรรยาเข้าเฝ้า     แล้วตรัสถาม

ว่า    สามีของเธอคนไหน    ?    นางกราบทูลว่า    คนนี้พระเจ้าข้า

แล้วได้ยืนใกล้ท้าวสักกะนั่นเอง    เรียกบุตรบิดา    ทาส    กรรมกร


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 257

มาถาม  ทุกคนพากันยืนในสำนักของท้าวสักกะทั้งนั้น. ท่านเศรษฐี

กลับคิดได้ว่า     ที่ศีรษะของเรามีปุ่มอยู่     ผมปิดไว้มิดชิด     มีแต่

ช่างกัลบกคนเดียวเท่านั้นที่รู้ปุ่มนั้น    ต้องกราบทูลให้เรียกช่าง

กัลบกมา.  คิดดังนี้แล้ว  จึงกราบทูลว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ

ช่างกัลบกคงจำข้าพระองค์ได้    โปรดทรงพระกรุณาเรียกเขา

มาเถิด    พระเจ้าข้า.   ก็ในครั้งนั้น   พระโพธิสัตว์ได้เป็นช่างกัลบก

ของท่านอิลลีสเศรษฐี      พระราชามีพระกระแสรับสั่งให้เรียก

ท่านมาตรัสถามว่า   จำอิลลีสเศรษฐีได้ไหม   ?   ช่างกัลบกกราบ

ทูลว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ    ข้าพระองค์ตรวจดูศีรษะ

แล้วคงจำได้พระเจ้าข้า.      ตรัสว่า     ถ้าเช่นนั้น     ท่านจงตรวจดู

ศีรษะของคนทั้งสองเถิด.        ทันใดนั้นท้าวสักกะก็บันดาลให้เกิด

ปุ่มขึ้นที่ศีรษะ.     พระโพธิสัตว์ตรวจดูศีรษะแม้ของคนทั้งสอง

ก็เห็นปุ่ม    (เหมือนกัน)    จึงกราบทูลว่า    ข้าแต่มหาราชเจ้า   ที่

ศีรษะของตนทั้งสอง    ต่างมีปุ่มอยู่เหมือนกันในท่านทั้งสองนี้

ข้าพระองค์มิอาจจำได้    ถึงความเป็นตัวอิลลีสะสักคนเดียว     แล้ว

กล่าวคาถานี้  ความว่า  :-

คนทั้งสอง   เป็นคนกระจอก   คนทั้งสอง

เป็นคนค่อม   คนทั้งสองมีนัยน์ตาเหล่  คนทั้งสองมี

ปุ่มเกิดที่ศีรษะ     ข้าพระองค์ชี้ตัวอิลลีสะไม่ได้

ดังนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 258

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   อุโภ   ได้แก่ชนแม้ทั้งสอง.

บทว่า   ขญฺชา  ได้แก่  มีเท้ากุด.

บทว่า กุณี  ได้แก่  มีมือหงิก.

บทว่า  วิสมจกฺขุกา  ได้แก่  มีดวงตาไม่เสมอกัน  อธิบายว่า

มีตาเหล่.

บทว่า     ปีฬกา    ความว่า    ที่ศีรษะแม้ของคนทั้งสองมีปุ่ม

เกิดขึ้นแล้วสองปุ่ม   มีสัณฐานอย่างเดียวกัน  อยู่ตำแหน่งเดียวกัน.

บทว่า    นาห  ปสฺสามิ  ความว่า  ช่างกัลบกทูลว่า  ในท่าน

ทั้งสองนี้    ข้าพระองค์ไม่ประจักษ์ว่าคนไหนเป็นอิลลีสะ    คือ

ไม่รู้ชัดความเป็นอิลลีสเศรษฐี  แม้ของคน ๆ หนึ่ง

ท่านเศรษฐี    ฟังคำของพระโพธิสัตว์แล้วเท่านั้น   ตัวสั่น

งันงก  ไม่อาจตั้งสติไว้ได้   เพราะความโลภในทรัพย์   ล้มลงตรงนั้น

เอง.   ในขณะนั้น   ท้าวสักกะกล่าวว่า    ดูก่อนมหาราช   เราไม่ใช่

อิลลีสะดอก     เราเป็นท้าวสักกะ     แล้วได้ประทับยืนอยู่ในอากาศ

ด้วยท่าทางอันสง่า.  พวกอำมาตย์  ช่วยลูบหน้า  ท่านอิลลีสเศรษฐี

แล้วราดด้วยน้ำ    อิลลีสเศรษฐีรีบลุกขึ้นยืนไหว้ท้าวสักกะเทวราช.

ทันใดนั้น  ท้าวสักกะกล่าวกะท่านเศรษฐีว่า   ก่อนอิลลีสะ  ทรัพย์

นี้เป็นของเรา   ไม่ใช่ของท่าน   เพราะเราเป็นบิดาของท่าน   ท่าน

เป็นบุตรของเรา     เราทำบุญมีให้ทานเป็นต้น     ถึงความเป็นท้าว-

สักกะ   แต่เธอตัดวงษ์ของเราขาดสิ้น   เป็นผู้ไม่ยอมให้ทาน   ตั้งอยู่

ในความตระหนี่   เผาโรงทาน  ขับไล่พวกยาจก  เอาแต่สั่งสมทรัพย์


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 259

บริโภคเองก็ไม่ยอมบริโภค  ให้คนอื่นก็ไม่ให้   ทำตนเหมือนรากษส

หวงสระน้ำ     ถ้าเธอกลับสร้างโรงทานให้เป็นปกติแล้วให้ทาน

นั่นเป็นความฉลาด      หากไม่ให้ทาน    เราจักทำทรัพย์ของเธอให้

อันตรธานไปจนหมด      แล้วจักตีศีรษะด้วยอินทวัชระนี้    ให้สิ้น

ชีวิต.    อิลลีสเศรษฐีถูกคุกคามด้วยมหาภัย    ได้ให้ปฏิญญาว่า

ตั้งแต่บัดนี้    ข้าพเจ้าจักให้ทาน.    ท้าวสักกะรับปฏิญญาณของ

ท่านเศรษฐีแล้ว   ประทับนั่งในอากาศนั่นแล   แสดงธรรม   ชักนำ

ให้เศรษฐีดำรงในศีล     แล้วเสด็จไปสู่สถานของท้าวเธอ.      แม้

อิลลีสเศรษฐี    ก็กระทำบุญให้ทานเป็นต้น   ได้เป็นผู้มีสวรรค์เป็น

ที่ไปในภายหน้า.

พระศาสดาจึงตรัสว่า      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     มิใช่แต่ใน

บัดนี้เท่านั้น   ที่โมคคัลลานะทรมานเศรษฐีตระหนี่   ถึงในครั้งก่อน

ก็ทรมานมาแล้วเหมือนกัน     ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว

ทรงสืบอนุสนธิ   ประชุมชาดกว่า   อิลลีสเศรษฐีในครั้งนั้น   ได้มา

เป็นเศรษฐีผู้มีความตระหนี่ในครั้งนี้     ท้าวสักกเทวราชได้มา

เป็นโมคคัลลานะ    พระราชาได้มาเป็นอานนท์    ส่วนช่างกัลบก

ได้มาเป็นเราตถาคต  ฉะนี้แล.

จบ  อรรถกถาอิลลีสชาดกที่  ๘


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 260

๙.  ขรัสสรชาดก

ว่าด้วยบุตรที่มารดาละทิ้ง

[๗๙]      " เมื่อใดชาวบ้านถูกปล้น      เรียบร้อยแล้ว

ฝูงโคถูกเชือดไม่แล้ว      เรือนทั้งหลายถูกไฟเผา

วอดไปแล้ว   ผู้คนถูกต้อนไปแล้ว   เมื่อนั้นบุตรที่

มารดาละทิ้งแล้ว     จึงมาเที่ยวตีกลองอึกทึก "

จบ    ขรัสสรชาดกที่   ๙

อรรถกถาขรัสสรชาดกที่  ๙

พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่    ณ    พระเชตวันมหา-

วิหาร   ทรงปรารภอำมาตย์ผู้หนึ่ง    ตรัสพระธรรมเทศนานี้   มีคำ

เริ่มต้นว่า    "ยโต  วิลุตฺตา  จ  หตา  จ  คาโว"  ดังนี้.

ได้ยินว่า    อำมาตย์ผู้หนึ่งของพระเจ้าโกศล    ยังพระราชา

ให้โปรดปรานแล้ว    ได้กำลังในปัจจันตคาม    ไปร่วมกับพวกโจร

กล่าวว่า    เราจักพาพวกมนุษย์เข้าป่า    พวกเจ้าปล้นบ้านแล้วแบ่ง

ให้เราครึ่งหนึ่ง    ดังนี้แล้ว    เรียกพวกมนุษย์ให้ประชุมกัน    แล้ว

พาเข้าป่าไปเสียก่อน     เมื่อพวกโจรพากันมาจับแม่โคฆ่ากินเนื้อ

ปล้นบ้านเรือนพากันไปแล้ว      มีมหาชนแวดล้อมกลับเข้าบ้าน

ในเวลาเย็น  ไม่ช้าไม่นาน  การกระทำของเขาก็ปรากฏ   พวกมนุษย์


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 261

พากันกราบทูลพระราชา.     พระราชารับสั่งเรียกเขามาแล้ว

ให้กำหนดโทษ    ทรงลงพระอาญา     สมควรแก่โทษานุโทษ    ส่ง

นายอำเภอผู้อื่นไปแทน     แล้วเสด็จไปพระเชตวัน     ถวายบังคม

พระตถาคต      กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า     พระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสว่า    ดูก่อนมหาบพิตร     มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น

ที่อำมาตย์ผู้นั้น     มีปกติประพฤติอย่างนี้    ถึงในกาลก่อนก็มีปกติ

ประพฤติอย่างนี้เหมือนกัน     อันพระเจ้าโกศลกราบทูลอาราธนา

ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก   ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล      ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน

กรุงพาราณสี   ทรงพระกรุณาพระราชทานปัจจันตคามแก่อำมาตย์

ผู้หนึ่ง.     เรื่องต่อไปทั้งหมด     ก็เป็นเช่นเดียวกับเรื่องก่อนทั้งหมด

ในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ท่องเที่ยวไปในปัจจันตคามเพื่อการค้า

พำนักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้น    พระโพธิสัตว์นั้น    เมื่อนายอำเภอ

ผู้นั้น  ตีกลองอึกทึกมากับมหาชนผู้ห้อมล้อมในตอนเย็น  จึงกล่าวว่า

นายอำเภอผู้ร้ายคนนี้รวมหัวกันกับพวกโจรให้ปล้นชาวบ้าน

ครั้นพวกโจรพากันหนีเข้าดงไปแล้ว      คราวนี้สิมีกลองตีเดินมา

ทำเหมือนคนสงบเสงี่ยม แล้วกล่าวคาถานี้ว่า :-

"เมื่อใดชาวบ้านถูกปล้นเรียบร้อยแล้ว

ฝูงโคถูกเชือดแล้ว     เรือนทั้งหลายถูกไฟเผาวอด

ไปแล้ว  ผู้คนถูกต้อนไปแล้ว  เมื่อนั่นบุตรที่มารดา

ละทิ้งแล้ว  จึงมาตีกลองเสียงอึกทึก"  ดังนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 262

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   ยโต   แปลในกาลใด.

บทว่า   วิลุตฺตา   จ  หตา  จ  ความว่า  พวกโจรพากันปล้น

ฆ่า  เชือดฝูงโค  เพื่อกินเนื้อ.

บทว่า  คาโว   ได้แก่ฝูงโค.

บทว่า  ทฑฺฒานิ   ความจุดไฟเผาเรือนให้ไหม้.

บทว่า  ชโน  จ  นีโตห   จับคนนำไปเป็นเชลย.

บทว่า     ปุตฺตหตาย     ปุตฺโต     ได้แก่ลูกของหญิงที่มารดา

ละทิ้งแล้ว  อธิบายว่า  ได้แก่คนหน้าด้าน.   เพราะว่าคนที่ปราศจาก

หิริโอตตัปปะแล้ว     ชื่อว่าย่อมไม่มีแม่    ด้วยเหตุนี้    ถึงแม้ว่าแม่ยัง

มีชีวิตอยู่    เขาก็ไม่ตั้งอยู่ในฐานะเป็นลูก    เพราะฉะนั้น    เขาย่อม

ได้ชื่อว่า เป็นลูกของหญิงที่มารดาทอดทิ้ง.

บทว่า ขรสฺสร  ได้แก่เสียงครึกโครม.

บทว่า  เทณฺฑิม  ได้แก่ตีกลอง.

พระโพธิสัตว์    บริภาษเขาด้วยคาถานี้    ด้วยประการฉะนี้

กรรมนั้นของเขาปรากฏต่อกาลไม่ช้าเลย.     ครั้งนั้นพระราชา

ทรงลงพระอาญาแก่เขา สมควรแก่โทษานุโทษ.

พระบรมศาสดา    ตรัสว่า    ดูก่อนมหาบพิตร    มิใช่แต่ใน

บัดนี้เท่านั้น  ที่อำมาตย์ผู้นั้น  มีปกติประพฤติอย่างนี้  แม้ในครั้งก่อน

ก็ได้มีความประพฤติชั่วมาแล้วเหมือนกัน    ครั้นทรงนำพระธรรม-

เทศนานี้มาแล้ว     ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า     อำมาตย์ใน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 263

ครั้งนั้น    ได้มาเป็นอำมาตย์ในครั้งนี้    ส่วนบัณฑิตผู้ยกคาถาขึ้น

กล่าว  ได้มาเป็นเราตถาคต   ฉะนี้แล.

จบ   อรรถกถาขรัสสชาดกที่  ๙


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 264

๑๐.  ภีมเสนชาดก

ว่าด้วยคำแรก   กับคำหลังไม่สมกัน

[๘๐]     "ภีมเสนเอย  ที่ท่านคุยโอ่ไว้แต่ก่อน  แล้ว

ภายหลังกลับปล่อยอุจจาระไหลออกมา     คำโว

ถึงการรบ     กับความกระสับกระส่ายของท่าน

ดูช่างไม่สมกันเลย"

จบ  ภีมเสนชาดกที่  ๑๐

อรรถกถาภีมเสนชาดกที่  ๑๐

พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่   ณ   พระเชตวันมหาวิหาร

ทรงปรารภภิกษุผู้มักโอ้อวดรูปหนึ่ง   ตรัสพระธรรมเทศนานี้      มี

คำเริ่มต้นว่า  ยนฺเต ปวิกตฺถิต  ปุเร  ดังนี้.

ได้ยินว่า   ภิกษุรูปหนึ่ง   เที่ยวคุยโอ่   เย้ยหยัน   หลอกลวง

ในกลุ่มภิกษุทั้งที่เป็นเถระ    ทั้งที่เป็นนวกะ    และที่เป็นมัชฌิมะ

ด้วยอำนาจสมบัติ    มีชาติเป็นต้นว่า     " ผู้มีอายุทั้งหลาย   ว่าถึงชาติ

กันละก็    ไม่มีทางที่จะเสมอด้วยชาติของเรา     ว่าถึงโคตรก็ไม่มี

ที่จะเสมอด้วยโคตรของเรา     พวกเราเกิดในตระกูลมหากษัตริย์

ขึ้นชื่อเห็นปานนี้    ผู้ที่จะได้ชื่อว่าทัดเทียมกับเรา    โดยโคตรหรือ

ด้วยทรัพย์  หรือด้วยถิ่นฐานของตระกูล   ไม่มีเลย   ทองเงินเป็นต้น


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 265

ของพวกเรามีจนหาที่สุดมิได้     เพียงแต่พวกทาสกรรมกรของ

พวกเรา     ก็พากันกินข้าวสุกที่เป็นเนื้อข้าวสาลี     นุ่งผ้าที่มาจาก

แคว้นกาสีเป็นต้น    ผัดเครื่องลูบไล้ที่มาแต่แคว้นกาสี    เพราะ

เป็นบรรพชิตดอก     เดี๋ยวนี้พวกเราถึงบริโภคโภชนะเศร้าหมอง

ครองจีวรเลว ๆ  อย่างนี้.  ครั้งนั้น  ภิกษุรูปหนึ่ง  สอบสวนถิ่นฐาน

แห่งตระกูลของเธอได้แน่นอน     ก็กล่าวความที่เธอคุยโอ้อวดนั้น

แก่พวกภิกษุ   พวกภิกษุประชุมกันในธรรมสภา  พากันพูดถึงโทษ

มิใช่คุณของเธอว่า    ผู้มีอายุทั้งหลาย    ภิกษุโน้นบวชแล้วในพระ-

ศาสนา    อันจะนำออกจากทุกข์ได้เห็นปานฉะนี้    ยังจะเที่ยวคุยโอ่

เย้ยหยัน     หลอกลวงอยู่ได้    พระบรมศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่อง

อะไรเล่า  ?   เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว   ตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น    ที่ภิกษุนั้นเที่ยว

คุยโอ่ถึงในครั้งก่อน   ก็เคยเที่ยวคุยโอ่   เย้ยหยัน   หลอกลวงมาแล้ว

ดังนี้  แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก  ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล     ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน

กรุงพาราณสี     พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลอุทิจจพราหมณ์

ในนิคมคามตำบลหนึ่ง     เจริญวัยแล้วเล่าเรียนไตรเพท      อันเป็น

ที่ตั้งแห่งวิชชา   ๑๘    ประการ    ในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์

ณ   เมืองตักกสิลา    ถึงความสำเร็จศิลปะทุกประการ   ได้นามว่า

จูฬธนุคคหบัณฑิต.     เขาออกจากตักกสิลานคร     เสาะแสวงหา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 266

ศิลปะในลัทธิสมัยทุกอย่าง   ลุถึงมหิสกรัฐ   ก็ในชาดกนี้   มีแนวว่า

พระโพธิสัตว์มีร่างกายเตี้ยอยู่หน่อย   ท่าทางเหมือนค่อม    เขาดำริ

ว่า     ถ้าเราจักเฝ้าพระราชาองค์ใดองค์หนึ่ง   ท้าวเธอจักกล่าวว่า

เจ้ามีร่างกายเตี้ยอย่างนี้    จักทำราชการได้หรือ    อย่ากระนั้นเลย

เราหาคนที่สมบูรณ์ด้วยความสูง    ความล่ำสันรูปงามสักคนหนึ่ง

ทำเป็นโล่ห์    แล้วก็เลี้ยงชีวิตอยู่หลังฉากของคนผู้นั้น    คิดแล้ว

ก็เที่ยวเสาะหาชายที่มีรูปร่างอย่างนั้น     ไปถึงที่ทอหูกของช่าง

หูกผู้หนึ่ง    ชื่อว่า    ภีมเสน    ทำปฏิสันถารกับเขา    พลางถามว่า

สหายเธอชื่อไร  ?   เขาตอบว่า  ฉันชื่อภีมเสน.

จูฬ.     ก็เธอเป็นผู้มีรูปงาม      สมประกอบทุกอย่างอย่างนี้

จะกระทำงานเลว  ๆ ต่ำ ๆ  นี้ทำไม  ?

ภีมเสน.  ฉันไม่อาจอยู่เฉย ๆ  ได้  (โดยไม่ทำงาน)

จูฬ.    สหายเอ๋ย    อย่าทำงานนี้เลย    ในชมพูทวีปทั้งสิ้น

จะหานายขมังธนูที่พอจะทัดเทียมกับฉันไม่มีเลย      แต่ถ้าเราเข้าเฝ้า

พระราชาองค์ไหน  ท้าวเธอน่าจะกริ้วฉันได้ว่า   เจ้านี่เตี้ย  ๆ  อย่างนี้

จะทำราชการได้อย่างไรกัน     เธอพึงไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่า

ข้าพระองค์เป็นนายขมังธนู     ดังนี้    พระราชาจักพระราชทาน

บำเหน็จให้เธอแล้ว    พระราชทานเบี้ยเลี้ยงเนือง  ๆ    ฉันจะคอย

ทำงานที่เกิดขึ้นแก่เธอ     ขออาศัยดำรงชีพอยู่เบื้องหลังเงาของ

เธอ     ด้วยวิธีอย่างนี้เราทั้งสองคนก็จักเป็นสุข     ท่านจงทำตาม

คำของเรา    ภีมเสนตกลงรับคำ.     จูฬธนุคคหบัณฑิตจึงพาเขาไป


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 267

พระนครพาราณสี    กระทำตนเองเป็นผู้ปรนนิบัติ   ยกเขาขึ้นหน้า

หยุดยืนที่ประตูพระราชฐาน      ให้กราบทูลพระราชา  ครั้นได้รับ

พระบรมราชานุญาตว่า     พากันมาเถิดแล้ว     ทั้งสองคนก็เข้าไป

ถวายบังคมพระราชาแล้วยืนอยู่     ครั้นมีพระราชดำรัสว่า     เจ้า

ทั้งสองพากันมาทำไม     ภีมเสนจึงกราบทูลว่า     ข้าพระองค์เป็น

นายขมังธนู    ทั่วพื้นชมพูทวีป    จะหานายขมังธนูที่ทัดเทียมกับ

ข้าพระองค์ไม่มีเลย.     รับสั่งถามว่า     ดูก่อนพนายเจ้าได้อะไรถึง

จักบำรุงเรา  ?   กราบทูลว่า  เมื่อได้พระราชทรัพย์พันกระษาปณ์

ทุก ๆ   กึ่งเดือน  จึงจะขอเข้ารับราชการ  พระเจ้าข้า.  รับสั่งถามว่า

ก็บุรุษนี้เล่าเป็นอะไรของเจ้า   ?     กราบทูลว่า    เป็นผู้ปรนนิบัติ

พระเจ้าข้า.  รับสั่งว่า  ดีละ  จงบำรุงเราเถิด.  จำเดิมแต่นั้น  ภีมเสน

ก็เข้ารับราชการ     แต่ราชกิจที่เกิดขึ้นแล้ว     พระโพธิสัตว์จักทำ

แต่ผู้เดียว.

ก็โดยสมัยนั้น   ที่แคว้นกาสี     ณ    ป่าแห่งหนึ่ง    มีเสือร้าย

สะกัดทางสัญจรของพวกมนุษย์    จับเอาพวกมนุษย์ไปกิน

เสียเป็นอันมาก.     ชาวเมืองพากันกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระ-

ราชา.    พระราชารับสั่งให้ภีมเสนเข้าเฝ้า    ตรัสถามว่า    พ่อคุณ

พ่ออาจจักจับเสือตัวนี้ได้ไหม   ?     ภีมเสนกราบทูลว่า    ขอเดชะ

ข้าพระองค์ไม่อาจจับเสือได้   จะได้ชื่อว่า  นายขมังธนูได้อย่างไร  ?

พระราชาพระราชทานรางวัลแก่เขาแล้วทรงส่งไป      เขาไปถึง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 268

เรือนบอกแก่พระโพธิสัตว์.   พระโพธิสัตว์กล่าวว่า   ดีแล้ว   เพื่อน

ไปเถิด.  ภีมเสน  ถามว่า   ก็ท่านเล่าไม่ไปหรือ  ?   พระโพธิสัตว์

ตอบว่า    ฉันไม่ไปดอก     แต่จักบอกอุบายให้    ภีมเสนกล่าวว่า

จงบอกเถิดเพื่อน.     พระโพธิสัตว์กล่าวว่า     ท่านอย่ารีบไปที่อยู่

ของเสือลำพังผู้เดียวเป็นอันขาด      แต่ต้องประชุมชาวชนบท

เกณฑ์ให้ถือธนูไปสักพันหรือสองพัน    แล้วไปที่เสืออยู่นั้น    พอรู้

ว่าเสือมันลุกขึ้น   ต้องรีบหนีเข้าพุ่มไม้พุ่มหนึ่ง   นอนหมอบ   ส่วน

พวกชนบทจะพากันรุมตีเสือจนจับได้     ครั้นพวกนั้นจับเสือได้แล้ว

ท่านต้องเอาฟันกัดเถาวัลย์เส้นหนึ่ง    จับปลายเดินไปที่นั้น    ถึงที่

ใกล้ ๆ    เสือตายแล้วพึงกล่าวว่า    พ่อคุณเอ๋ย    ใครทำให้เสือตัวนี้

ตายเสียเล่า    เราคิดว่า    จักผูกเสือด้วยเถาวัลย์    เหมือนเขาผูกวัว

จูงไปสู่ราชสำนักให้จงได้   เข้าไปสู่พุ่มไม้เพื่อหาเถาวัลย์   เมื่อเรา

ยังไม่ทันได้นำเถาวัลย์มา    ใครฆ่าเสือตัวนี้ให้ตายเสียเล่า     เมื่อ

เป็นเช่นนี้   ชาวชนบทเหล่านั้นต้องสะดุ้งกลัว    กล่าวว่า    เจ้านาย

ขอรับ    โปรดอย่ากราบทูลพระราชาเลย    จักพากันให้ทรัพย์มาก

เสือก็จักเป็นอันแกคนเดียวจับได้     ทั้งยังจักได้ทรัพย์เป็นอันมาก

จากสำนักพระราชาอีกด้วย  ภีมเสนรับคำว่า   ดีจริง ๆ   แล้วไปจับ

เสือ    ตามแนวที่พระโพธิสัตว์แนะให้นั่นแหละ    ทำป่าให้ปลอดภัย

แล้ว   มีมหาชนห้อมล้อมมาสู่พระนครพาราณสี    เข้าเฝ้าพระราชา

กราบทูลว่า  ขอเดชะ  ข้าพระองค์จับเสือได้แล้ว  ทำป่าให้ปลอดภัย

แล้ว พระราชาทรงยินดี  พระราชทานทรัพย์ให้มากมาย.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 269

ครั้นต่อมาในวันรุ่งขึ้น     พวกชาวเมืองพากันมากราบทูลว่า

กระบือดุ   สะกัดทางแห่งหนึ่ง  พระราชาก็ส่งภีมเสนไป  โดยทำนอง

เดียวกัน  เขาก็จับกระบือแม้นั้นมาได้  ด้วยคำแนะนำที่พระโพธิสัตว์

บอกให้  เหมือนกับตอนจับเสือฉะนั้น.  พระราชาก็ได้พระราชทาน

ทรัพย์ให้เป็นอันมากอีก.    เกิดมีอิสสริยยศใหญ่ยิ่ง    เขาเริ่มมัวเมา

ด้วยความมัวเมาในความใหญ่โต      กระทำการดูหมิ่นพระโพธิสัตว์

มิได้เชื่อถือถ้อยคำของพระโพธิสัตว์      กล่าวคำหยาบคายสามหาว

เป็นต้นว่า    เราไม่ได้อาศัยท่านเลี้ยงชีพดอก    ท่านคนเดียวเท่านั้น

หรือที่เป็นลูกผู้ชาย.

ครั้นอยู่ต่อมาไม่กี่วัน     พระราชาประเทศใกล้เคียงพระองค์

หนึ่ง    ยกทัพมาล้อมประชิดพระนครพาราณสีไว้    พลางส่งพระ-

ราชสาสน์ถวายพระราชาว่า      พระองค์จักยอมถวายราชสมบัติ

แก่หม่อมฉัน    หรือว่าจักรบ.    พระราชาทรงส่งภีมเสนออกไปว่า

เจ้าจงออกรบ     เขาสอดสวมเครื่องรบครบครัน     ครองเพศเป็น

พระราชา นั่งเหนือหลังช้างอันผูกเครื่องเรียบร้อย.  แม้พระโพธิสัตว์

ก็สอดสวมเครื่องรบพร้อมสรรพ     นั่งกำกับมาท้ายที่นั่งของ

ภีมเสนนั่นเอง     เพราะกลัวเขาจะตาย.     พญาช้างห้อมล้อมด้วย

มหาชน     เคลื่อนขบวนออกโดยประตูพระนคร     ลุถึงสนามรบ

ภีมเสนพอได้ฟังเสียงกลองรบเท่านั้น     ก็เริ่มสั่นสะท้าน    พระ-

โพธิสัตว์คิดว่า     น่ากลัวภีมเสนจักตกหลังช้างตายเสียในบัดดล

จึงเอาเชือกรัดภีมเสนเข้าไว้แน่น     เพื่อไม่ให้ตกช้าง.     ภีมเสน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 270

ครั้นเห็นสนามรบแล้วยิ่งกลัวตายเป็นกำลัง     ถึงกับอุจจาระ

ปัสสาวะราดรดหลังช้าง.     พระโพธิสัตว์กล่าวว่า    ภีมเสนเอย

การกระทำในตอนหลัง   ช่างไม่สมกับคำพูดครั้งก่อน ๆ   ของท่าน

เสียเลย     ครั้งก่อนดูท่านใหญ่โตราวกับผู้เจนสงคราม     เดี๋ยวนี้สิ

ประทุษร้ายหลังช้างเสียแล้ว  กล่าวคาถานี้  ใจความว่า :-

" ภีมเสนเอย  ที่ท่านคุยโอ่ไว้แต่ก่อน  แล้ว

ภายหลังกลับปล่อยอุจจาระไหลออกมา     คำคุย

ถึงการรบ      กับความกระสับกระส่ายของท่าน

ดูช่างไม่สมกันเลย "  ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  ยนฺเต  ปวิกตฺถิต   ปุเร   ความว่า

คำใด     คือคำที่ท่านโอ้อวดกล่าวคำข่มไว้แต่ก่อนว่า     แกคนเดียว

หรือที่เป็นลูกผู้ชาย    ข้าไม่ใช่ลูกผู้ชายหรือ    แม้ถึงข้าก็เป็นทหาร

ชำนาญศึก  ดังนี้  นี้เป็นคำก่อนหนึ่งละ.

บทว่า  อถ  เต  ปูติสรา  สช  ความว่า  ครั้นภายหลัง  กระแส

มูตรและคูถ   อันได้นามว่า  กระแสเน่า   เพราะมันเป็นของเน่าด้วย

เป็นของไหลได้ด้วย  เหล่านี้นั้น  ไหลเลอะเทอะออกมา.

บทว่า    ปจฺฉา    ได้แก่ในเวลาต่อมาจากที่คุยอวดไว้ก่อนนั้น

อธิบายว่า ในบัดนี้  คือที่  สนามรบนี้.

บทว่า   อุภย  น   สเมติ   ภีมเสน   ความว่า   ดูก่อนภีมเสน

คำทั้งสองนี้ ดูช่างไม่สมกันเลย.

คำไหนบ้าง   ?


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 271

คือคำที่คุยโอ่ถึงการรบ     กับความกระสับกระส่ายของ

ท่านนี้.    มีอธิบายว่า    ได้แก่คำที่กล่าวถึงการรบที่พูดไว้ครั้งก่อน

กับความกระสับกระส่าย    ความลำบาก    คือความคับแค้นถึงกับ

ปล่อยคูถและมูตรราดรดหลังช้างไม่สมกันเลย.

พระโพธิสัตว์   ตำหนิเขาอย่างนี้แล้ว    ปลอบว่า    อย่ากลัว

เลย    เพื่อนเอ๋ย    เมื่อเรายังอยู่    จะเดือดร้อนไปใย    ดังนี้แล้ว    ให้

ภีมเสนลงเสียจากหลังช้าง   กล่าวว่า  จงไปอาบน้ำเถิด   ส่งกลับไป

ดำริว่า   วันนี้เราควรแสดงตน   แล้วไสช้างเข้าสู่สนามรบ   บรรลือ

สีหนาท    โจมตีกองพลแตก    ให้ล้อมจับเป็นพระราชาผู้เป็นศัตรู

ไว้ได้   แล้วไปเฝ้าพระเจ้าพาราณสี.    พระราชาทรงยินดี    พระ-

ราชทานยศใหญ่    แก่พระโพธิสัตว์.    จำเดิมแต่นั้นมา    นามว่า

จูฬธนุคคหบัณฑิต  ก็กระฉ่อนไปในชมพูทวีปทั้งสิ้น.  พระโพธิสัตว์

ได้ให้บำเหน็จแก่ภีมเสนแล้วส่งกลับถิ่นฐานเดิม     กระทำบุญ

มีให้ทานเป็นต้น  แล้วก็ไปตามยถากรรม.

พระบรมศาสดา    จึงตรัสว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    มิใช่

แต่ในบัดนี้เท่านั้น     ที่ภิกษุนี้คุยโอ้อวด      แม้ในกาลก่อนก็ได้คุย

โอ้อวดแล้วเหมือนกัน     ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว

ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า    ภีมเสนในครั้งนั้นได้มาเป็น

ภิกษุผู้มักโอ้อวด        ส่วนจูฬธนุคคหบัณฑิตได้มาเป็นเราตถาคต

ฉะนี้แล.

จบ  อรรถกถาภีมเสนชาดกที่  ๑๐


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 272

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้  คือ

๑.  วรุณชาดก         ๒.  สีลวนาคชาดก       ๓.  สัจจังกิรชาดก

๔.  รุกขธรรมชาดก      ๕.  มัจฉชาดก    ๖.  อสังกิยชาดก    ๗.  มหา-

สุบินชาดก   ๘.  อิลลีสชาดก      ๙.  ขรัสสรชาดก   ๑๐.  ภีมเสนชาดก.

จบ  วรุณวรรคที่  ๘


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 273

๙.  อปายิมหวรรค

๑.  สุราปานชาดก

[๘๑]     "พวกกระผมได้พากันดื่ม     ได้ชวนกัน

ฟ้อน  พากันขับร้อง  แล้วก็พากันร้องไห้  เพราะ

ดื่มสุราที่ทำให้สัญญาวิปริต      เห็นดีแต่ที่มิได้

กลายเป็นลิงไปเสียเลย"

จบ   สุราปานชาดกที่  ๑

อรรถกถาอปายิมหวรรคที่  ๙

อรรถกถาสุราปานชาดกที่ ๑

พระศาสดาทรงอาศัยพระนครโกสัมพี         ประทับอยู่

ณ โฆสิตาราม  ทรงปรารภพระสาคตเถระ   ตรัสพระธรรมเทศนา

นี้  มีคำเริ่มต้นว่า  อปายิมฺห  อนจฺจิมฺห  ดังนี้.

ความพิสดารว่า     เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจำพรรษา

ณ    กรุงสาวัตถีแล้ว  ได้เสด็จจาริกไป  จนลุถึงนิคม  ชื่อภัททวติกา

พวกคนเลี้ยงโค   เลี้ยงสัตว์   ชาวนา   และพวกเดินทาง   เห็นพระ-

ศาสดาเสด็จมาแล้ว     พากันถวายบังคม     พลางกราบทูลห้ามว่า

ข้าแต่พระองค์เจริญ     ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า     อย่าได้เสด็จไป

สู่ท่าอัมพะเลย    พระเจ้าข้า    นาคชื่ออัมพติฏฐกะ    ที่อาศรมของ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 274

ชฎิล   ณ  ท่าอัมพะ  มีพิษร้าย  จะเบียดเบียนพระองค์ได้.  พระผู้มี-

พระภาคเจ้า     ทำเป็นเหมือนไม่ทรงได้ยินถ้อยคำของคนเหล่านั้น

ถึงเมื่อพวกนั้น   กราบทูลห้ามอยู่ถึง    ๓   ครั้ง   ก็คงเสด็จไปจนได้

เล่ากันว่า  ที่นั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า  เสด็จประทับ  ณ  ไพรสณฑ์

ตำบลหนึ่ง    ไม่ห่างนิคมภัททวติกา    ครั้งนั้นพระสาคตเถระเป็น

พุทธอุปัฏฐาก     ประกอบด้วยฤทธิ์อันเป็นของปุถุชน    เข้าไปใกล้

อาศรมนั้น   ปูเครื่องลาดที่ทำด้วยหญ้า   ณ   ที่อยู่ของพญานาคนั้น

แล้วนั่งขัดสมาธิ   นาคทนดูความลบหลู่มิได้    ก็บังหวลควัน.   พระ-

เถระก็บังหวลควันบ้าง.     นาคทำให้ไฟลุก.     พระเถระก็ทำให้ไฟ

ลุกบ้าง   เดชของนาคข่มพระเถระไม่ได้  เดชของพระเถระข่มนาค

ได้  ท่านกำหราบพระยานาคนั้นพักเดียว   ก็ให้ดำรงในสรณะ  ใน

ศีลได้แล้ว  ได้ไปสู่สำนักของพระศาสดา    ด้วยประการฉะนี้.    ฝ่าย

พระบรมศาสดาประทับอยู่   ณ  นิคม  ภัททวติกา   ตามพระพุทธ-

อัธยาศัยแล้ว  ได้เสด็จไปสู่พระนครโกสัมพี  เรื่องราวที่พระสาคต-

เถระกำหราบนาค   แผ่ไปทั่วชนบท.

ฝูงชนชาวพระนครโกสัมพี   กระทำการต้อนรับพระศาสดา

พากันถวายบังคมพระองค์แล้ว      ก็เลยไปสำนักพระสาคตเถระ

ไหว้แล้วยืนอยู่   ณ   ส่วนข้างหนึ่ง   พากันกล่าวอย่างนี้ว่า  " ข้าแต่

พระคุณเจ้าผู้เจริญ     สิ่งใดที่พระคุณเจ้าได้ด้วยยาก    นิมนต์บอก

สิ่งนั้น    พวกกระผมจะจัดถวายสิ่งนั้นจงได้.     พระเถระก็นิ่งเสีย

แต่ภิกษุฉัพพัคคีย์   พากันพูดว่า   ผู้มีอายุทั้งหลาย   สุราสีแดงดังสี


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 275

เท้านกพิราบ    พวกบรรพชิตหาได้ยากนัก    และก็เป็นของชอบใจ

ด้วย     ถ้าพวกท่านเลื่อมใสพระเถระ     ละก็จัดสุราสีแดงดังสีเท้า

นกพิราบมาถวายเถิด.   พวกนั้นก็รับคำว่า     ดีละ   เจ้าข้า   พากัน

กราบทูลพระศาสดา    เพื่อทรงฉันในวันพรุ่งแล้ว    พากันเข้าสู่

พระนคร   ต่างคนต่างจัดเตรียมสุราใส   ที่มีสีแดงดังสีเท้านกพิราบ

ไว้ที่เรือนของตน ๆ    ด้วยหวังว่า    จักถวายแด่พระเถระ    นิมนต์

พระเถระไปแล้ว   พากันถวายสุราใสทุก ๆ   เรือน   พระเถระดื่ม

แล้ว   เมาสุราเดินออกจากพระนคร   ล้มลงที่ระหว่างประตู   นอน

บ่นพร่ำไป  พระศาสดาทรงกระทำภัตรกิจแล้ว   เมื่อเสด็จออกจาก

พระนคร    ทอดพระเนตรเห็นพระเถระนอนด้วยท่าทางนั้น    มี

พระพุทธดำรัสว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    พวกเธอจงช่วยประคอง

พระสาคตะไป   ให้พวกภิกษุประคองไปสู่พระอาราม   พวกภิกษุ

วางศีรษะของพระเถระ   ณ   บาทมูลของพระตถาคต    แล้วให้ท่าน

นอน.     ท่านพระสาคตะกลับนอนเหยียดเท้าไปเฉพาะพระพักตร์

พระตถาคต.   พระศาสดาตรัสสอบถามพวกภิกษุว่า   ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย     ความเคารพในเราตถาคต     ที่สาคตะเคยมีในก่อนนั้น

บัดนี้ยังมีอยู่หรือไร  ? พวกภิกษุพากันกราบทูลว่า  ไม่มีพระเจ้าข้า

ตรัสว่า     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุไรเล่ากำหราบพญานาคชื่อ

อัมพติฏฐกะ     พวกภิกษุกราบทูลว่า     พระสาคตเถระพระเจ้าข้า

ตรัสถามว่า         ก็บัดนี้        สาคตะยังจะอาจเพื่อกำหราบงูปลา

ได้หรือ  กราบทูลว่า  เรื่องนั้นไม่ได้แน่นอน  พระเจ้าข้า.  ตรัสว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 276

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ดื่มสิ่งใดแล้ว    ปราศจากความจำได้หมายรู้

อย่างนี้   สิ่งนั้นควรที่ภิกษุจะดื่มถึงเพียงนี้หรือไม่เล่า   ?   กราบทูล

ว่า  ไม่ควรเลยพระเจ้าข้า.  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิพระเถระ

แล้ว  ทรงเรียกพวกภิกษุมา  ทรงบัญญัติสิกขาบทว่า   เป็นปาจิตตีย์

ในเพราะดื่มสุราเมรัย     แล้วเสด็จจากอาสน์เข้าพระคันธกุฎี

ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในธรรมสภา      พูดถึงโทษของการดื่ม

สุราว่า   ผู้มีอายุทั้งหลาย   ขึ้นชื่อว่า   การดื่มสุรามีโทษใหญ่หลวง

ถึงกับกระทำให้พระสาคตะผู้ได้นามว่า  สมบูรณ์ด้วยปัญญา  มีฤทธิ์

ไม่รู้แม้แต่คุณของพระศาสดา   จึงได้กระทำอย่างนั้น.   พระศาสดา

เสด็จมาตรัสถามว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บัดนี้พวกเธอประชุม

สนทนากันด้วยเรื่องอะไรเล่า   ?     เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้

ทรงทราบแล้ว   ตรัสว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   พวกบรรพชิตดื่ม

สุราแล้ว   พากันสลบไสล   มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น   แม้ในครั้งก่อน

ก็ได้เป็นแล้วเหมือนกัน     ดังนี้แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก

ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน

กรุงพาราณสี     พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลอุทิจจพราหมณ์

ในแคว้นกาสี   เจริญวัยแล้วบวชเป็นฤาษี   ได้อภิญญาและสมาบัติ

ประลองฌาน  พำนักอยู่ในหิมวันตประเทศ    แวดล้อมด้วยอันเตวาสิก

ประมาณ   ๕๐๐  ครั้นถึงฤดูฝน  พวกอันเตวาสิก  พากันเรียนท่าน

ว่า  ท่านอาจารย์ขอรับ  พวกเราพากันไปแดนมนุษย์  บริโภคของ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 277

เปรี้ยว  ๆ   เค็ม ๆ   แล้วค่อยมากันเถิด.   ฤๅษีพระโพธิสัตว์กล่าวว่า

อาวุโส  เราจะคอยอยู่ในที่นี้แหละ  พวกเธอพากันไป  บำรุงร่างกาย

จนฤดูฝนผ่านไป    แล้วจึงพากันกลับมาเถิด.    อันเตวาสิกเหล่านั้น

รับคำว่า     ดีแล้วขอรับ     พากันกราบลาอาจารย์ไปสู่พระนคร-

พาราณสี    พักอยู่ในพระราชอุทยาน    ครั้นวันรุ่งขึ้นก็พากันไป

เที่ยวภิกษาจารในบ้านภายนอกประตูพระนคร   ได้รับความ

เกื้อกูลอย่างดี     รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง     จึงพากันเข้าไปสู่พระนคร

พวกมนุษย์พากันชื่นชมถวายภิกษา   ล่วงมา   ๒-๓  วัน  ก็พากัน

กราบทูลพระราชาว่า   ขอเดชะ   ฤาษี    ๕๐๐   รูป   พากันมาจาก

ป่าหิมพานต์  พักอยู่ในพระราชอุทยาน  มีตบะกล้า  มีอินทรีย์อัน

ชนะแล้วอย่างเยี่ยม  มีศีล  พระราชทรงสดับคุณของฤๅษีเหล่านั้น

เสด็จสู่อุทยาน   ทรงนมัสการแล้วกระทำการปฏิสันถาร    ผะเดียง

ให้อยู่ในพระอุทยานนั้นแหละตลอด     ๔    เดือนฤดูฝน.    นับแต่นั้น

ฤๅษีเหล่านั้น    ก็พากันฉันในพระราชวังแห่งเดียว  พำนักอยู่    ณ

พระราชอุทยาน.

อยู่มาวันหนึ่ง     ในพระนครได้มีงานนักขัตฤกษ์     ชื่อว่า

สุรานักษัตร์.    พระราชาทรงพระดำริว่า    สุรา    พวกบรรพชิต

หาได้ยาก   จึงรับสั่งให้ถวายสุราอย่างดี   เป็นอันมาก   พวกดาบส

ดื่มสุราแล้ว     พากันกลับไปอุทยาน     ต่างก็เมาสุรา     บางพวก

ลุกขึ้นฟ้อนรำ   บางพวกขับร้อง   ครั้นฟ้อนรำขับร้องแล้ว   ก็พากัน

นอนหลับทับบริขาร  มีไม้คานเป็นต้น  พอสร่างเมา  พากันตื่น   เห็น


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 278

อาการอันวิปริตของตนนั้น    ต่างก็ร้องไห้คร่ำครวญว่า    พวกเรา

มิได้กระทำการอันสมควรแก่บรรพชิตเลย   กล่าวกันว่า   พวกเรา

จากท่านอาจารย์มา    พากันกระทำกรรมอันเลวถึงเพียงนี้    ทันใด

นั้นเอง     ก็พากันทิ้งอุทยานกลับไปป่าหิมพานต์    เก็บบริขารไว้

เรียบร้อยแล้ว     พากันไหว้อาจารย์นั่งอยู่แล้ว     อันท่านอาจารย์

ถามว่า   พ่อคุณทั้งหลาย   พวกท่านมิได้ลำบากด้วยภิกษา   พากัน

อยู่สบายในถิ่นของมนุษย์หรือไฉน     อนึ่งพวกเธอยังจะอยู่กันด้วย

ความสมัครสมานสามัคคีอยู่หรือ     พากันกราบเรียนว่า     ท่าน

อาจารย์ขอรับ    พวกกระผมอยู่กันอย่างสบาย    ก็แต่ว่า    พวกผม

พากันดื่มในสิ่งไม่ควรดื่ม   สลบไสลไปตาม ๆ   กัน   ไม่อาจดำรง

สติได้     พากันขับร้องฟ้อนรำตามเรื่อง    เมื่อแจ้งเรื่องนั้นแล้ว

ก็พากันยกคาถานี้เรียนอาจารย์ว่า :-

" พวกกระผมได้พากันดื่ม      ได้ชวนกัน

ฟ้อน   พากันขับร้อง    แล้วก็พากันร้องไห้  เพราะ

ดื่มสุราที่ทำให้สัญญาวิปริต     เห็นดีแต่ที่มิได้

กลายเป็นลิงไปเสียเลย "   ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  อปายิมฺห  แปลว่า  พวกกระผม

พากันดื่มสุรา.

บทว่า   อนจฺจิมฺห   ความว่า   ครั้นดื่มสุราแล้ว   ก็คะนองมือ

คะนองเท้า  พากันฟ้อนรำ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 279

บทว่า     อคายิมฺหิ    ความว่า     เปิดปากร้องเพลงด้วยเสียง

อันยืดยาว.

บทว่า    รุทิมฺห  จ  ความว่า  กลับมีวิปฏิสาร  พากันร้องไห้ว่า

พวกเราทำกรรมไม่สมควรเห็นปานนี้.

บทว่า  ทิฏฺา   นาหุมฺห  วานรา  ความว่า  เหตุเพราะดื่มสุรา

ที่ชื่อว่า     กระทำให้สัญญาวิปริต     เพราะทำลายสัญญาเสียได้ถึง

เพียงนี้     ข้อนั้นยังดี     ที่พวกข้าพเจ้าไม่กลายเป็นลิงไปเสียหมด.

พวกอันเตวาสิกเหล่านั้น    พากันกล่าวโทษของตน    ด้วยประการ

ฉะนี้.

พระโพธิสัตว์กล่าวว่า     ขึ้นชื่อว่า     นรชนที่เหินห่างจาก

การอยู่ร่วมกับครู    ย่อมเป็นเช่นนี้ได้ทั้งนั้น    ตำหนิดาบสเหล่านั้น

แล้วให้โอวาทว่า   พวกท่านอย่ากระทำกรรมเห็นปานนี้ต่อไปอีก

มีฌานไม่เสื่อม ได้ไปบังเกิดในพรหมโลกแล้ว.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว     ทรงประชุม

ชาดกว่า  คณะฤๅษีในครั้งนั้น  ได้มาเป็นพุทธบริษัท  ส่วนศาสดา

ของคณะ   ได้มาเป็นเราตถาคต     ขอประกาศว่า   นับแต่เรื่องนี้ไป

จะไม่กล่าวถึงบทว่า  อนุสนฺธึ  ฆเฏตฺวา   นี้อีกต่อไป.

จบ  อรรถกถาสุราปานชาดกที่  ๑


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 280

๒.  มิตตวินทกชาดก

ว่าด้วยจักรบดศีรษะ

[๘๒]    "ท่านเลยปราสาทแก้วผลึก   ปราสาทเงิน

และปราสาทแก้วมณีมาแล้ว      มาถูกจักรกรด

สำเร็จด้วยหินพัดผันอยู่     ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่

ก็จักไม่พ้นจากจักรกรดตราบนั้น"

จบ   มิตตวินทกชาดกที่  ๒

อรรถกถามิตตวินทกชาดกที่  ๒

พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่   ณ   พระเชตวันมหาวิหาร

ทรงปรารภภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง     ตรัสพระธรรมเทศนานี้    มีคำ

เริ่มต้นว่า  อติกฺกมฺม  รมณก  ดังนี้.

ก็เรื่องของชาดกนี้     เป็นเรื่องเกิดขึ้นครั้งศาสนาของ

พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า     จักแจ่มแจ้งในมหามิตตวินทกชาดก

หลักนิบาต   ก็ในกาลนั้น  พระโพธิสัตว์กล่าวคาถานี้  ความว่า

" ท่านเลยปราสาทแก้วผลึก    ปราสาทเงิน

และปราสาทแก้วมณี     มาแล้ว     มาถูกจักรกรด

สำเร็จด้วยหินพัดผันอยู่     ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่

ก็จักไม่พ้นจากจักรกรดตราบนั้น "  ดังนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 281

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   รมณก   เป็นชื่อของแก้วผลึก

ในกาลนั้น   พระโพธิสัตว์แสดงว่า   เจ้านั้นสิผ่านพ้นปราสาทแก้ว-

ผลึกไปเสียแล้ว.

บทว่า  สทามตฺตญฺจ   เป็นชื่อของเงิน.  พระโพธิสัตว์แสดงว่า

เจ้านั้นสิผ่านปราสาทเงินไปเสียแล้ว.

บทว่า   ทูภก   เป็นชื่อของแก้วมณี   พระโพธิสัตว์แสดงว่า

เจ้านั้นสิผ่านปราสาทแก้วมณีไปเสียแล้ว.

บทว่า  สฺวาสิ  ตัดบทเป็น  โส   อสิ   แปลว่า   เจ้านั้นสิ.

บทว่า  ปาสาณมาสีโน  ความว่า  ที่ชื่อว่า  จักกรดนั้น  สำเร็จ

ด้วยหินก็มี    สำเร็จด้วยแก้วมณีก็มี     แต่จักรกรดอันที่เจ้าถูกมัน

ขยี้บดทับนั้น    สำเร็จด้วยหิน    เพราะเหตุที่มาต้องจักรกรดสำเร็จ

ด้วยหิน  เมื่อควรจะกล่าวว่า  ปาสาณาสีโน   กลับกล่าวว่า   ปาสาณ-

มาสีโน  โดยถือเอา  ม  อักษร  ด้วยอำนาจพยัญชนะสนธิ   มีอธิบาย

ไว้อีกนัยหนึ่งว่า   ทูลหัวจักรกรดหิน    คือมาถูกจักรกรดนั้นพัดผัน

ยืนอยู่.

บทว่า  ยสฺมา  ชีว   น   โมกฺขสิ  ความว่า  ทั้ง  ๆ  ที่ยังเป็น ๆ

อยู่นั้นแหละ   จักไม่พ้นไปจากจักรกรดได้   ต้องทูนมันไว้  จนกว่า

บาปกรรมของเจ้าจะสิ้นไป.

พระโพธิสัตว์กล่าวคาถานี้แล้ว   เสด็จไปสู่เทวสถานแห่ง

ตนทันที   ฝ่ายมิตตวินทุกะเล่า   ก็ทูลจักรกรดไว้   เสวยทุกข์อย่าง

มหันต์   ครั้นบาปกรรมหมดไป  ก็ไปตามยถากรรม.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 282

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว    ทรงประชุม

ชาดกว่า    มิตตวินทกะในครั้งนั้น    ได้มาเป็นภิกษุว่ายากในครั้งนี้

ส่วนท้าวเทวราช  ได้มาเป็นเราตถาคต  ฉะนี้แล.

จบ  อรรถกถามิตตวินทกชาดกที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 283

๓.  กาฬกัณณิชาดก

ว่าด้วยมิตรแท้

[๘๓]     " บุคคลชื่อว่าเป็นมิตรด้วยการเดินร่วมกัน

๗  ก้าว  ชื่อว่าเป็นสหายด้วยการเดินร่วมกัน  ๑๒

ก้าว   และชื่อว่าเป็นญาติด้วยการอยู่ร่วมกันเดือน

หนึ่ง   หรือกึ่งเดือน   ส่วนผู้ที่ชื่อว่ามีตนเสมอกัน

ก็ด้วยการอยู่ร่วมกันยิ่งกว่านั้น    เราจะละทิ้งมิตร

ชื่อว่า   กาฬกรรณี   ผู้ชอบพอกันมานาน   เพราะ

ความสุขส่วนตัวได้อย่างไร " ?

จบ   กาฬกัณณิชาดกที่  ๓

อรรถกถากาฬกัณณิชาดกที่  ๓

พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่   ณ   พระเชตวันมหาวิหาร

ทรงปรารภมิตรของท่านอนาถบิณฑิกะผู้หนึ่ง     ตรัสพระธรรม-

เทศนานี้  มีคำเริ่มต้นว่า  มิตฺโต  หเว  สตฺตปเทน  โหติ.  ดังนี้.

ได้ยินว่า     มิตรผู้นั้นได้เคยเป็นสหายร่วมเล่นฝุ่นมากับ

ท่านอนาถบิณฑิกะ     ทั้งเรียนศิลปะในสำนักอาจารย์เดียวกัน

โดยนามมีชื่อว่า  กาฬกรรณี.  กาฬกรรณีนั้น  เมื่อกาลล่วงผ่านไป

ก็เป็นผู้ตกยาก  ไม่อาจเลี้ยงชีวิตได้  จึงไปยังสำนักของท่านเศรษฐี


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 284

ท่านเศรษฐีก็ปลอบสหาย     ให้เสบียงแล้วมอบสมบัติของตนแบ่ง

ให้ไป     เขาเป็นผู้ทำอุปการะแก่ท่านเศรษฐี     ทำกิจการทุกอย่าง

เวลาที่เขามาสู่สำนักท่านเศรษฐี     คนทั้งหลายพากันกล่าวว่า

หยุดเถิด     กาฬกรรณี    นั่งเถิดกาฬกรรณี    กินเถิดกาฬกรรณี.

อยู่มาวันหนึ่ง  หมู่มิตร  และอำมาตย์ของท่านเศรษฐี  พากันเข้าไป

หาท่านเศรษฐี     แล้วพูดอย่างนี้ว่า     อย่าเลี้ยงเขาไว้ใกล้ชิดอย่างนี้

เลย   ท่านมหาเศรษฐี   เพราะแม้ยักษ์เองก็ยังต้องหนีด้วยเสียงนี้ว่า

หยุดเถิด     กาฬกรรณี    นั่งเถิดกาฬกรรณี    กินเถิดกาฬกรรณี

เขาเองก็มิได้เสมอกับท่าน   ตกยาก   เข็ญใจ   ท่านจะเลี้ยงคน ๆ นี้

ไว้ทำไม   ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี   กล่าวว่า   ธรรมดาว่าชื่อเป็น

คำเรียกร้อง    หมู่บัณฑิตมิได้ถือชื่อเป็นประมาณ    ไม่ควรจะเป็น

คนประเภทที่ชื่อว่า    " สุตมังคลิกะ "    (ถือมงคลจากเสียงที่ได้ยิน)

เราไม่อาจอาศัยเหตุเพียงแต่ชื่อ       แล้วทอดทิ้งเพื่อนผู้เล่นฝุ่นมา

ด้วยกัน   ดังนี้แล้ว  มิได้ยึดถือถ้อยคำของพวกนั้น  วันหนึ่งเมื่อจะไป

บ้านส่วยของตน  ได้ตั้งเขาเป็นผู้รักษาเคหะสถาน.

พวกโจรคบคิดกันว่า    ได้ข่าวว่าเศรษฐีไปบ้านส่วย    พวก

เราระดมกันปล้นบ้านของเขาเถิด    พากันถืออาวุธต่าง  ๆ     มาใน

เวลากลางคืน   ล้อมเรือนไว้.   ฝ่ายกาฬกรรณี   ระแวงการมาของ

พวกโจรอยู่    จึงนั่งเฝ้าไม่ยอมหลับนอนเลย    ครั้นรู้ว่า    พวกโจร

พากันมา    เพื่อจะปลุกพวกมนุษย์    จึงตะโกนว่า    เจ้าจงเป่าสังข์

เจ้าจงตีกลอง     ดังนี้แล้ว     ทำให้เป็นเหมือนมีมหรสพโรงใหญ่


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 285

กระทำนิเวศน์ทั้งสิ้นให้มีเสียงสนั่นครื้นเครงตลอดไป     พวกโจร

พากันพูดว่า    ข่าวที่ว่า     เรือนว่างเปล่า    พวกเราฟังมาเหลว ๆ

ท่านเศรษฐียังคงอยู่    แล้วต่างทิ้งก้อนหิน    และไม้พลองเป็นต้น

ไว้ตรงนั้นเอง    หนีไปหมด.    รุ่งขึ้นพวกมนุษย์    เห็นก้อนหินและ

ไม้พลองเป็นต้น   ที่พวกโจรทิ้งไว้ในที่นั้น ๆ   ต่างสลดใจไปตาม ๆ

กัน     พูดกันว่า   ถ้าวันนี้ไม่มีคนตรวจเรือน   ผู้สมบูรณ์ด้วยความรู้

ขนาดนี้แล้ว    พวกโจรจักพากันเข้าได้ตามความพอใจ    ปล้นเรือน

ได้หมดเป็นแน่    เพราะอาศัยมิตรผู้มั่นคงผู้นี้    ความจำเริญจึงเกิด

แก่ท่านเศรษฐี    ต่างพากันสรรเสริญกาฬกรรณีนั้น    เวลาที่

เศรษฐีมาจากบ้านส่วย     ก็พากันบอกเรื่องราวนั้นให้ทราบทุก

ประการ.    ครั้งนั้นท่านเศรษฐีได้พูดกับคนเหล่านั้นว่า    พวกเธอ

บอกให้เราไล่มิตรผู้รักษาเรือนอย่างนี้ไปเสีย      ถ้าเราไล่เขาไป

ตามถ้อยคำของพวกเธอเสียแล้ว     วันนี้ทรัพย์สินของเราจักไม่มี

เหลือเลย     ธรรมดาว่า    ชื่อไม่เป็นประมาณดอก    จิตที่คิดเกื้อกูล

เท่านั้นเป็นประมาณ   ดังนี้แล้วให้ทรัพย์เป็นทุนแก่เขายิ่ง ๆ   ขึ้นไป

ดำริว่า   บัดนี้   เรามีเรื่องที่จะเริ่มเป็นหัวข้อกราบทูลได้แล้ว   ไปสู่

สำนักพระศาสดา    กราบทูลเรื่องราวนั้นแต่ต้น    แด่พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า   พระบรมศาสดาตรัสว่า   ดูก่อนคฤหบดี   มิใช่แต่ในบัดนี้

เท่านั้น    ที่มิตรชื่อว่า    กาฬกรรณี    รักษาทรัพย์สินในเรือนแห่ง

มิตรของตนไว้   แม้ในครั้งก่อนก็รักษาแล้วเหมือนกัน   ท่านเศรษฐี

กราบทูลอาราธนา  จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก   ดังต่อไปนี้ :-


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 286

ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน

กรุงพาราณสี    พระโพธิสัตว์ได้เป็นเศรษฐี.    มียศยิ่งใหญ่.   ท่าน

เศรษฐีได้มีมิตรชื่อ     กาฬกรรณี     เรื่องราวทั้งหมดก็เหมือนกับ

เรื่องปัจจุบันนั่นแหละ.     พระโพธิสัตว์มาจากบ้านส่วยแล้วฟัง

เรื่องนั้นแล้ว     กล่าวว่า     ถ้าเราไล่มิตรเช่นนี้ออกไปเสียตามคำ

ของพวกท่านแล้ว     วันนี้ทรัพย์สมบัติของเราจักไม่มีอะไรเหลือ

เลย  แล้วกล่าวคาถานี้  ความว่า  :-

" บุคคลชื่อว่าเป็นมิตรด้วยการเดินร่วม

กัน  ๗  ก้าว  ชื่อว่าเป็นสหายด้วยการเดินร่วมกัน

๑๒  ก้าว  และชื่อว่าเป็นญาติ   ด้วยการอยู่ร่วมกัน

เดือนหนึ่งหรือกึ่งเดือน     ส่วนผู้ชื่อว่ามีตนเสนอ

กัน  ก็ด้วยการอยู่ร่วมกันยิ่งกว่านั้น   เราจะละทิ้ง

มิตรชื่อว่า     กาฬกรรณี     ผู้ชอบพอกันมานาน

เพราะความสุขส่วนตัวได้อย่างไร  ? " ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า   หเว   เป็นเพียงนิบาต.   ที่ชื่อว่า

มิตร     เพราะอรรถว่าประพฤติไมตรี     อธิบายว่า     เข้าไปตั้งไว้

เฉพาะซึ่งไมตรีจิต     กระทำความสนิทสนม    ก็มิตรนั้นเป็นกันได้

ด้วย    ๗    ก้าวย่าง    อธิบายว่า    เป็นกันได้ด้วยเหตุเพียงเดินทาง

ร่วมกัน  ๗  ย่างก้าว.

บทว่า   สทาโย   ปน   ทฺวาทสเกน  โหติ    ความว่า  ที่ชื่อว่า

สหาย   เพราะอรรถว่า  ไปร่วมกันในอิริยาบถทั้งปวง  ด้วยอำนาจ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 287

แห่งการทำกิจทุก ๆ     อย่างร่วมกัน    อธิบายว่า     ก็แลสหายนั้น

เป็นกันได้ด้วยเพียงย่างเท้าไป  ๑๒  ก้าว.

บทว่า  มาสฑฺฒมมาเสน  ความว่า   (อยู่ร่วมกัน)  เดือนหนึ่ง

หรือกึ่งเดือน.

บทว่า   าติ   โหติ  ความว่า  ย่อมชื่อว่าเป็นผู้เสมอญาติ.

บทว่า   ตตุตฺตรึ    ความว่า    ด้วยการอยู่ร่วมกันยิ่งกว่านั้น

ย่อมถือว่าเป็นผู้เสมอตนได้ทีเดียว.

บทว่า    ชเหยฺย  ความว่า   เราจะทิ้งสหายผู้เช่นนี้ได้อย่างไร

เล่า  ?   พระโพธิสัตว์กล่าวถึงคุณของมิตรนั่นแล    ด้วยประการ

ฉะนี้.    ตั้งแต่นั้นมา    ก็มิได้มีใคร ๆ   ที่จะได้ชื่อว่า    กล่าวละลาบ

ละล้วง กาฬกรรณีนั้นอีกเลย.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว     ทรงประชุม

ชาดกว่า    กาฬกรรณีในครั้งนั้น    ได้มาเป็นอานนท์ในครั้งนี้

ส่วนพาราณสีเศรษฐี  ได้มาเป็นเราตถาคต   ฉะนี้แล.

จบ  อรรถกถากาฬกัณณิชาดกที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 288

๔.  อัตถัสสทวารชาดก

ว่าด้วยคุณธรรมแห่งประโยชน์  ๖  ประการ

[๘๔]     "บุคคลควรปรารถนาลาภอย่างยิ่ง     คือ

ความไม่มีโรค  ๑   ศีล  ๑  ความคล้อยตามผู้รู้  ๑

การสดับตรับฟัง  ๑  ความประพฤติตามธรรม   ๑

ความไม่ท้อถอย   ๑     คุณธรรม  ๖   ประการนี้

เป็นประตูด่านแรกแห่งประโยชน์"

จบ  อัตถัสสทวารชาดกที่  ๔

อรรถกถาอัตถัสสทวารชาดกที่  ๔

พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่   ณ   พระเชตวันมหาวิหาร

ทรงปรารภกุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์คนหนึ่ง     ตรัสพระธรรม-

เทศนานี้  มีคำเริ่มต้นว่า  อาโรคฺยมิจฺเฉ  ปรมญฺจ  ลาภ  ดังนี้.

มีเรื่องย่อ  ๆ  ว่า  ในพระนครสาวัตถี    บุตรของท่านเศรษฐี

ผู้มีสมบัติมากคนหนึ่ง   เกิดมาได้   ๗   ขวบ   เป็นผู้มีปัญญาฉลาด

ในประโยชน์.   วันหนึ่งเขาเข้าไปหาท่านบิดา   ถามถึงเรื่องที่ชื่อว่า

ปัญหาอันเป็นประตูแห่งประโยชน์     ท่านเศรษฐีผู้บิดาไม่ทราบ

ปัญหานั้น  จึงได้เกิดปริวิตกว่า   ปัญหานี้สุขุมยิ่งนัก  เว้นพระสัมมา-

สัมพุทธเจ้าเสียแล้ว  ผู้อื่นในโลกสันนิวาส  ที่กำหนดด้วยภวัคคพรหม


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 289

เป็นส่วนสุดเบื้องบน   และด้วยอเวจี   เป็นส่วนสุดเบื้องต่ำ   ที่ชื่อว่า

สามารถเพื่อจะแก้ปัญหานี้ได้    ไม่มีเลย.    ท่านจึงพาบุตรให้ถือ

ดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นอันมาก   ไปสู่พระเชตวันวิหาร

บูชาพระศาสดาแล้วถวายบังคม   นั่ง  ณ  ส่วนข้างหนึ่ง  กราบทูล

ความข้อนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    เด็ก

นี้มีปัญญาฉลาดในประโยชน์     ถามปัญหาประตูแห่งประโยชน์กะ

ข้าพระองค์    ข้าพระองค์ไม่ทราบปัญหานั้น    จึงมาสู่สำนักของ

พระองค์    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ตัวข้าพระองค์ขอโอกาส    ขอ

พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดกล่าวแก้ปัญหานั้นเถิด      พระเจ้าข้า.

พระศาสดาตรัสว่า    ดูก่อนอุบาสก   แม้ในกาลก่อน   เราก็ถูกเด็กนี้

ถามปัญหานั้นแล้ว     และเราก็กล่าวแก้ปัญหานั้นกะเขาแล้ว    ใน

ครั้งนั้นเด็กนี้รู้ปัญหานั้น     แต่บัดนี้เขากำหนดไม่ได้    เพราะถือ

ความสิ้นไปแห่งภพ    (ติดต่อกัน)    ท่านเศรษฐีกราบทูลอาราธนา

ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก  ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน

กรุงพาราณสี      พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐีมีสมบัติ

มาก    ครั้งนั้นบุตรของท่านเกิดมาได้   ๗    ขวบ    เป็นผู้มีปัญญา

ฉลาดในประโยชน์    วันหนึ่งเข้าไปหาบิดา    ถามปัญหาเรื่องประตู

ประโยชน์ว่า     ข้าแต่ท่านบิดา     อะไรชื่อว่าประตูแห่งประโยชน์

ครั้งนั้นบิดาของเขา     เมื่อจะกล่าวแก้ปัญหานั้น     กล่าวคาถานี้

ความว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 290

"บุคคลควรปรารถนาลาภอย่างยิ่ง     คือ

ความไม่มีโรค  ๑  ศีล  ๑   ความคล้อยตามผู้รู้  ๑

การสดับตรับฟัง  ๑   ความประพฤติตามธรรม  ๑

ความไม่ท้อถอย   ๑    คุณธรรม  ๖  ประการนี้   เป็น

ประตูด่านแรกแห่งประโยชน์"  ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น        อักษรในบทว่า     อาโรคฺยมิจฺเฉ

ปรมญฺจ   ลาภ   เป็นเพียงนิบาต.   พระโพธิสัตว์เมื่อจะแสดงความนี้

ว่า  พ่อคุณ   ก่อนอื่นทีเดียว  พึงปรารถนาลาภยอดเยี่ยม   กล่าวคือ

ความไม่มีโรค  จึงกล่าวอย่างนี้.

ที่ชื่อว่าความเป็นผู้ไม่มีโรค   ในบาทคาถาว่า   อาโรคฺยมิจฺเฉ

ปรมญฺจ   ลาภ   นั้น.    ได้แก่อาการที่ไม่มีสภาวะเสียดแทง   ไม่มี

อาการกระวนกระวายแห่งร่างกาย     และจิตใจ.     เพราะว่าเมื่อ

ร่างกายยังถูกเสียดแทง  กระวนกระวายอยู่   บุคคลย่อมไม่สามารถ

จะยังลาภที่ยังไม่ได้ให้เกิดขึ้น    ที่ได้ไว้แล้วก็ไม่อาจที่จะใช้สอย

แต่เมื่อไม่กระวนกระวาย      ย่อมสามารถบันดาลให้เกิดได้ทั้งสอง

สถาน    อนึ่ง    เมื่อจิตใจเดือดร้อนเพราะอุปกิเลสอยู่    คนก็ไม่อาจ

เหมือนกับที่จะก่อลาภ   คือคุณพิเศษ   มีฌานเป็นต้น   ที่ยังไม่เกิด

ให้เกิดขึ้น    ที่ได้ไว้แล้ว    ก็อาจจะชมเชยด้วยสามารถแห่งสมาบัติ

อีกได้  เมื่อโรคนี้ยังมีอยู่   แม้ลาภที่ยังไม่ได้ก็เป็นอันไม่ได้  แม้ที่ได้

แล้วก็ไร้ประโยชน์    แต่เมื่อโรคนี้ไม่มี   แม้ลาภที่ยังไม่ได้   ก็จะต้อง

ได้แม้ที่ได้แล้วก็ย่อมอำนวยประโยชน์    เหตุนั้นความไม่มีโรค    จึง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 291

ชื่อว่าเป็นลาภอย่างยิ่ง  จำต้องปรารถนาความไม่มีโรคนั้น  ก่อนอื่น

ทั้งหมดนี้เป็นประตูเอกแห่งประโยชน์     ทั้งหมดนี้เป็นอรรถาธิบาย

ในข้อนั้น

บทว่า    สีลญฺจ     ได้แก่อาจารศีล   คือระเบียบในส่วนที่เป็น

มารยาท.   พระโพธิสัตว์แสดงถึงจารีตของชาวโลก   ด้วยบทนี้.

บทว่า    พุทฺธานุมต    ได้แก่ความคล้อยตามบัณฑิตผู้เจริญ

ด้วยคุณทั้งหลาย    พระโพธิสัตว์แสดงโอวาทของครูทั้งหลาย    ผู้

สมบูรณ์ด้วยความรู้  ด้วยบทนี้.

บทว่า    สุตญฺจ    คือการฟังที่อิงเหตุ     พระโพธิสัตว์แสดง

พาหุสัจจะ  ความเป็นผู้คงแก่เรียน  อันอาศัยในในโลกนี้  ด้วยบทนี้.

บทว่า   ธมฺมานุวตฺตี    จ   ได้แก่   การคล้อยตามสุจริตธรรม

มีอย่าง   ๓.   พระโพธิสัตว์แสดงการเว้นทุจริตธรรม   แล้วประพฤติ

สุจริตธรรม  ด้วยบทนี้.

บทว่า  อลีนตา    จ  ได้แก่ความที่จิตไม่หดหู่ไม่ตกต่ำ.   พระ-

โพธิสัตว์แสดงความที่จิตเป็นสภาพประณีต     และเป็นสภาพสูงยิ่ง

อย่างไม่เสื่อมคลายด้วยบทนี้.

บทว่า  อตฺถสฺส   ทฺวารา   ปมุขา   ฉเฬเต   ความว่า    ความ

เจริญชื่อว่าประโยชน์     ธรรมทั้ง   ๖   ประการเหล่านี้  เป็นประตู

๑. ปาฐะว่า  อตฺโถ  นาม  วุฑฺฒิสงฺขาตสฺส  ฯลฯ  ฉบับพม่าเป็น  อตฺโถ  นาม  วุฑฺฒิ,

วุฑฺฒิสงฺขาตสฺส - แปลตามฉบับพม่า.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 292

เป็นอุบาย     คือเป็นทางบรรลุด่านแรกคือสูงสุด      แห่งประโยชน์

ทั้งที่เป็นโลกิยะ  ทั้งที่เป็นโลกุตตระ  กล่าวคือความเจริญ.

พระโพธิสัตว์กล่าวแก้ปัญหาประตูแห่งประโยชน์แก่บุตร

ด้วยประการฉะนี้.  ตั้งแต่นั้นมา  เขาก็ประพฤติในธรรม  ๖  ประการ

นั้น. พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น   แล้วก็ไปตามยถากรรม.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว  ประชุมชาดก

ว่า    บุตรในครั้งนั้น   ได้มาเป็นบุตรคนปัจจุบัน    ส่วนมหาเศรษฐี

ได้มาเป็นเราตถาคต   ฉะนี้แล.

จบ  อรรถกถาอัตถัสสทวารชาดกที่  ๔


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 293

๕.  กิมปักกชาดก

ว่าด้วยโทษของกาม

[๘๕]    " ผู้ใดไม่รู้โทษในอนาคต    มัวเสพกามอยู่

ผลที่สุดกามเหล่านั้น       ก็จะกำจัดบุคคลนั้นเสีย

เหมือนผลกิมปักกะ   กำจัดผู้กินให้ถึงตาย ฉะนั้น "

จบ   กิมปักกชาดกที่  ๕

อรรถกถากิมปักกชาดกที่  ๕

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่    ณ  พระเชตวันมหาวิหาร

ทรงปรารภภิกษุผู้กระพันแล้วรูปหนึ่ง  ตรัสพระธรรมเทศนานี้  มี

คำเริ่มต้นว่า อายตึ  โทส  นาฺาย ดังนี้.

ได้ยินว่ากุลบุตรผู้หนึ่ง     บวชถวายชีวิตในพระพุทธศาสนา

วันหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี    เห็นหญิงนางหนึ่ง

แต่งกายหมดจดงดงาม    เกิดกระสัน   ครั้งนั้นอาจารย์แลอุปัชฌาย์

พาเธอมายังสำนักของพระบรมคาสดา.     พระบรมศาสดาตรัส

ถามว่า  ดูก่อนภิกษุ   จริงหรือที่ว่าเธอกระสัน  เมื่อเธอกราบทูลว่า

จริงพระเจ้าข้า    ตรัสว่า    ดูก่อนภิกษุ    ขึ้นชื่อว่า    เบ็ญจกามคุณ

เหล่านี้  น่ารื่นรมย์ในเวลาบริโภค    ขึ้นชื่อว่าการบริโภคเบ็ญจกามคุณ

เหล่านั้น  ย่อมเปรียบได้กับการบริโภค  ผลกิมปักกะ   (ผลไม้มีพิษ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 294

ชนิดหนึ่ง     ลูกเท่าผลมะม่วง)    เพราะเป็นตัวให้เกิดปฏิสนธิในนรก

เป็นต้น   ที่ได้ชื่อว่า   ผลกิมปักกะ   สมบูรณ์ด้วยสี   กลิ่น   และรส

แต่กินเข้าไปแล้ว    กัดไส้    ทำไห้ถึงสิ้นชีวิต     ในครั้งก่อนคนเป็น

อันมาก  ไม่เห็นโทษของมัน   ติดใจในสี   กลิ่นและรส    ต่างบริโภค

ผลนั้น    พากันถึงสิ้นชีวิต    อันภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น    กราบทูล

อาราธนา  ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก   ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล    ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ     อยู่ใน

กรุงพาราณสี     พระโพธิสัตว์เป็นนายกองเกวียน    คุมกองเกวียน

๕๐๐  เล่ม   เดินทางไปสู่ชายแดนไกล ๆ   ถึงปากดง   เรียกประชุม

คนทั้งหลายตักเตือนว่า    ในดงนี้มีต้นไม้ที่ชื่อต้นไม้มีพิษ    ไม่ถาม

เราก่อนแล้ว     อย่ากินผลาผลที่ไม่เคยกินมาก่อนเป็นอันขาด

ฝูงชนเดินทางล่วงเข้าสู่ดง  ได้เห็นต้นกิมปักกะ  (ต้นไม้มีผลเป็นพิษ

ชนิดหนึ่ง   ลูกเท่าผลมะม่วง)   ต้นหนึ่ง   มีกิ่งโน้มลงเพราะหนักผล

ลำต้น   กิ่ง   และใบของมัน   คล้ายกับต้นมะม่วง   ทั้งสัณฐาน   สี

กลิ่นและรส   พากันกินผลไม้   ด้วยสำคัญว่าผลมะม่วง    บางพวก

ก็ว่า     ต้องถามนายกองเกวียนก่อนแล้วจึงจักกิน     ถือยืนรออยู่

ครั้นพระโพธิสัตว์มาถึงที่นั้น     ก็ร้องบอกพวกที่ถือยืนรอนั้นให้

ทิ้งผลไม้เสีย     บอกให้พวกที่พากันกินเข้าไปแล้วทำการสำรอก

แล้วให้ยาพวกนั้นกิน     พวกเหล่านั้นบางคนก็หาย     แต่พวกที่กิน

เข้าไปก่อนพวกทีเดียว  พากันสิ้นชีวิต  ฝ่ายพระโพธิสัตว์  เดินทาง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 295

ถึงสถานที่ต้องการจะไปโดยสวัสดี      ได้ลาภแล้วกลับมาถึงสถานที่

ของตนดังเดิม  กระทำบุญมีให้ทานเป็นต้น  แล้วไปตามยถากรรม.

พระศาสดาตรัสเรื่องนั้นแล้ว     ตรัสพระคาถานี้ว่า :-

" ผู้ใดไม่รู้โทษในอนาคต     มัวเสพกามอยู่

ผลที่สุดกามเหล่านั้น     ก็จะกำจัดบุคคลนั้นเสีย

เหมือนผลกิมปักกะ  กำจัดผู้กินให้ถึงตายฉะนั้น "

ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  อายตึ   โทส   นาญฺาย   ความว่า

ไม่รู้คือไม่ทราบถึงโทษในกาลภายหน้า.

บทว่า   โย    กาเม    ปฏิเสวติ    ความว่า   บุคคลใดส้องเสพ

วัตถุกาม  และกิเลสกาม.

บทว่า  วิปากนฺเต  หนนฺตี   น  ความว่า  กามเหล่านั้น  จะยัง

บุรุษนั้น    ผู้เกิดแล้วในนรกเป็นต้น   ในที่สุด,   กล่าวคือวิบากของตน

ให้พัวพันอยู่ด้วยทุกข์มีปราการต่าง ๆ   ชื่อว่าย่อมกำจัดเขาเสีย.

กำจัดอย่างไร  ?

อย่างเดียวกับผลกิมปักกะ          ที่บุคคลบริโภคแล้วฉะนั้น

อธิบายว่า   อุปมาเหมือนผลกิมปักกะ   น่าชอบใจ   เพราะถึงพร้อม

ด้วยสี     กลิ่น    และรสในเวลาบริโภค    ทำให้คนที่ไม่เห็นโทษใน

อนาคต   กินแล้วถึงความสิ้นชีวิตไปตาม ๆ  กันฉันใด  กามทั้งหลาย

แม้จะน่าชอบใจในเวลาบริโภค     ก็จะกำจัดเขาเสียในเวลาให้ผล

ฉันนั้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 296

พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมตามอนุสนธิ     แล้วทรง

ประกาศสัจธรรม    ภิกษุผู้กระสัน    บรรลุโสดาปัตติผล    บริษัท

ที่เหลือ    บางพวกเป็นพระโสดาบัน    บางพวกเป็นพระสกทาคามี

บางพวกเป็นพระอนาคามี    บางพวกได้เป็นพระอรหันต์.    พระ-

ศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว     ทรงประชุมชาดกว่า

บริษัทในครั้งนั้นได้มาเป็นพุทธบริษัท     ส่วนนายกองเกวียนได้

มาเป็นเราตถาคต  ฉะนี้แล.

จบ   อรรถกถากิมปักกชาดกที่  ๕


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 297

๖.  สีลวีมังสนชาดก

ว่าด้วยผู้มีศีล

[๘๖]     ได้ยินว่า      ศีลเป็นคุณชาติงามเป็นเยี่ยม

ในโลก  จงดูงูใหญ่   มีพิษร้ายแรง   เป็นสัตว์มีศีล

เหตุนั้น  จึงไม่เบียดเบียนใคร.

จบ   สีลวีมังสนชาดกที่  ๖

อรรถกถาสีลวีมังสนชาดกที่ ๖

พระศาสดา    เมื่อประทับอยู่    ณ    พระเชตวันมหาวิหาร

ทรงปรารภพราหมณ์ผู้ทดลองศีลหนึ่ง      ตรัสพระธรรมเทศนานี้

มีคำเริ่มต้นว่า  สีล  กิเรว  กลฺยาณ   ดังนี้.

ดังได้สดับมา     พราหมณ์นั้นอาศัยพระเจ้าโกศลเลี้ยงชีวิต

เป็นผู้ถึงไตรสรณาคมน์    มีศีล    ๕    ไม่ขาด     ถึงฝั่งแห่งไตรเพท

พระราชาทรงพระดำริว่า  พราหมณ์ผู้นี้มีศีล    ดังนี้แล้ว  ทรงยกย่อง

เขาอย่างยิ่ง  เขาคิดว่า  พระราชานี้ทรงยกย่องเรายิ่งกว่าพราหมณ์

อื่น ๆ     ทรงเห็นเราเหมือนผู้ควรเคารพอย่างยิ่ง     พระองค์ทรง

กระทำการยกย่องนี้   เพราะอาศัยชาติสมบัติ   โคตรสมบัติ     กุล-

สมบัติ    ปเทสสมบัติ    และศิลปสมบัติของเรา  หรืออย่างไร  หรือว่า

ทรงอาศัยศีลสมบัติของเรา    เราจักทดลองดูก่อน    วันหนึ่งท่านไป


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 298

สู่ที่เฝ้า    เมื่อจะกลับบ้านได้หยิบเหรียญกษาปณ์    ๑    อันไปจาก

แผงของเหรัญญิกคนหนึ่ง โดยมิได้บอกกล่าวเลย.  ครั้งนั้นเหรัญญิก

มิได้พูดอะไรกับท่าน     เพราะความเคารพในพราหมณ์คงนั่งเฉย

รุ่งขึ้นหยิบไปสองเหรียญ    เหรัญญิกคงนิ่งเฉยเหมือนกัน    ในวันที่

สาม    คว้าไปเต็มกำเลย    ครั้งนั้นเหรัญญิกก็พูดกับท่านว่า    วันนี้

เป็นวันที่สามที่ท่านฉกชิงเอาทรัพย์สินของพระราชาไป     พลาง

ตะโกนบอก   ๓   ครั้งว่า   เราจับโจรฉกชิงทรัพย์สินของพระราชา

ไว้ได้แล้ว   ครั้งนั้น   มนุษย์ทั้งหลายต่างวิ่งมาคนละทิศทาง   รุมพูด

กะพราหมณ์ว่า        ท่านแสร้งประพฤติเหมือนผู้มีศีลมานานจน

ป่านนี้    ดังนี้แล้ว    ต่างก็ติเตียน    สอง-สามที    จับมัดไปแสดงแก่

พระราชา. พระราชาทรงร้อนพระทัย  ตรัสว่า  ดูก่อนท่านพราหมณ์

เหตุไรเล่าท่านจึงทำกรรมของผู้ทุศีลเช่นนี้    แล้วตรัสว่า    พวกเจ้า

ไปเถิด    จงลงพระราชอาญาแก่พราหมณ์.   พราหมณ์กราบทูลว่า

ข้าแต่มหาราชเจ้า  ข้าพระองค์มิใช่โจรดอก  พระเจ้าข้า  พระราชา

รับสั่งถามว่า  เมื่อเป็นเช่นนั้น  เหตุไรท่านจึงหยิบเหรียญกษาปณ์

ไปจากแผงแห่งพระราชทรัพย์เล่า    ?     พราหมณ์กราบทูลว่า

ขอเดชะ     ที่ข้าพระองค์กระทำไป     ในเมื่อพระองค์ทรงยกย่อง

ข้าพระองค์อย่างยิ่งเช่นนี้นั้น    ก็เพื่อจะทดลองว่า    พระราชาทรง

ยกย่องเรายิ่งนัก      เหตุทรงอาศัยสมบัติมีชาติเป็นต้นหรืออย่างไร

หรือว่าทรงอาศัยศีล     ก็และบัดนี้    ข้าพระองค์ทรงทราบโดย

แน่นอนแล้ว      เพราะที่ทรงพระกรุณาโปรดให้ลงพระราชอาญา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 299

แก่ข้าพระองค์บัดนี้    เป็นข้อเทียบได้ว่า     ความยกย่องที่พระองค์

ทรงทำแก่ข้าพระองค์นั้น     อาศัยศีลอย่างเดียว     มิได้ทรงกระทำ

เพราะอาศัยสมบัติมีชาติเป็นต้นเลย     แล้วกราบทูลต่อไปว่า

ข้าพระองค์นั้นได้ตกลงใจได้ด้วยเหตุนี้ว่า     ในโลกนี้    ศีลเท่านั้น

สูงสุด      ศีลเป็นประมุข     ก็เมื่อข้าพระองค์จะกระทำให้สมควร

แก่ศีลนี้  ยังดำรงตนอยู่ในเรือน  บริโภคกิเลสอยู่   จักไม่อาจกระทำ

ได้    วันนี้แหละข้าพระองค์จักไปสู่พระวิหารเชตวัน    บรรพชา

ในสำนักพระศาสดา        ได้โปรดทรงพระกรุณาพระราชทานการ

บรรพชาแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด      พระเจ้าข้า     ครั้นขอพระบรม

ราชานุญาตได้แล้ว     ก็ออกเดินมุ่งหน้าไปพระเชตวันมหาวิหาร

ครั้งนั้นหมู่ญาติและพวกพ้องที่สนิทสนม     พากันห้อมล้อม    เมื่อ

ไม่อาจทัดทานท่านได้  จึงพากันกลับไป.

พราหมณ์ไปสู่สำนักของพระศาสดา    ทูลขอบรรพชา

ครั้นได้บรรพชาและอุปสมบทแล้ว     ก็ไม่ทอดทิ้งพระกรรมฐาน

เจริญวิปัสสนา     บรรลุพระอรหัตผล    เข้าเฝ้าพระบรมศาสดา

กราบทูลพยากรณ์พระอรหัตผลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บรรพชา

ของข้าพระองค์ถึงที่สุดแล้ว    คำพยากรณ์พระอรหัตผลนั้น    ของ

ท่านปรากฏในภิกษุสงฆ์แล้ว     อยู่มาวันหนึ่งพวกภิกษุประชุม

กันในธรรมสภา    นั่งสนทนาถึงคุณของท่านว่า    ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย    พราหมณ์ผู้อุปัฏฐากพระราชาชื่อโน้น    ทดลองศีลของ

ตนแล้ว   กราบทูลลาพระราชาบรรพชา   ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 300

แล้ว   พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   พวก

เธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร   ?   เมื่อภิกษุทั้งหลาย   กราบ

ทูลให้ทรงทราบแล้ว    ตรัสว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    มิใช่แต่ใน

บัดนี้เท่านั้น   ที่พราหมณ์ผู้นี้   ทดลองศีลของตนแล้วบวช   กระทำ

ที่พึ่งแก่ตนได้    ถึงในกาลก่อนบัณฑิตทั้งหลาย     ก็เคยทดลองศีล

ของตนแล้วบวช     การทำที่พึ่งแก่ตนมาแล้วเหมือนกัน    อันภิกษุ

เหล่านั้น   กราบทูลอาราธนาแล้ว   ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก

ดังต่อไปนี้  :-

ในอดีตกาล     ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน

กรุงพาราณสี    พระโพธิสัตว์ได้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัต

พระองค์นั้น    เป็นผู้มีจิตใจน้อมไปในทาน    มีศีลเป็นอัธยาศัย

ถือศีล   ๕    ไม่ขาด    พระราชาทรงยกย่องท่านยิ่งกว่าพราหมณ์

ที่เหลือ    เรื่องทั้งหมดก็เช่นเดียวกับเรื่องแรกนั้นแหละ    แปลกแต่ว่า

เมื่อพระโพธิสัตว์ถูกเขามัดนำตัวไปสู่สำนักพระราชา     พวกหมองู

กำลังบังคับงูให้เล่นอยู่ที่ระหว่างถนน    พากันจับงูที่หาง    จับที่คอ

เอางูพันคอ.  พระโพธิสัตว์เห็นพวกนั้นแล้วกล่าวว่า  พ่อคุณทั้งหลาย

เจ้าอย่าจับงูนี้ที่หาง    อย่าจับที่คอ    อย่าเอาไปพันคอ    เพราะงูนี้

กัดแล้ว    ก็ต้องถึงสิ้นชีวิต    พวกหมองูกล่าวว่า    ท่านพราหมณ์

งูนี้มีศีลสมบูรณ์ด้วยมารยาท     มิใช่เป็นผู้ทุศีลอย่างเช่นท่าน

ส่วนท่านสิ     เป็นผู้หาอาจาระมิได้    เพราะความเป็นผู้ทุศีล    ถูก

หาว่าเป็นโจรฉกชิงพระราชทรัพย์  กำลังถูกมัดนำตัวไป  พราหมณ์